Home เรื่องน่าสนใจ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ มิติใหม่ของการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า กฟผ.

ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ มิติใหม่ของการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า กฟผ.

ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy : RE) นับวันจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ที่กำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทเชื้อเพลิง ณ สิ้นปี 2580 รวมจำนวน 18,176 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาดที่ แต่ยังพบข้อจำกัดของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน นั่นคือ ความไม่เสถียร หากความเข้มของแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ หรือลมพัดไม่สม่ำเสมอ ก็จะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ทำให้ระบบไฟฟ้าขาดความมั่นคง หากพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก แต่วันนี้ปัญหาเหล่านี้กำลังได้รับการแก้ไข ด้วยการนำเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่หรือ BESS มาใช้เพื่อเตรียมรองรับการเข้ามาของ RE จำนวนมากในอนาคตอันใกล้ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เริ่มนำร่องโครงการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่แล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 นี้

โครงการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS (Battery Energy Storage System) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) จะทำหน้าที่กักเก็บสะสมพลังงานส่วนเกินจากระบบส่ง ด้วยการชาร์จแบตเตอรี่ในเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ เพื่อนำมาใช้จ่ายไฟในช่วงเวลาที่ต้องการใช้ไฟฟ้าได้

กฟผ. ได้ทำการสำรวจเพื่อหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมกับโครงการไว้ จำนวน 2 ที่ ได้แก่ สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์ (ความจุ 21 MWh) และ สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์ (ความจุ 16 MWh) เนื่องจากภายในปี 2565 จะมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนกว่า 301.2 เมกะวัตต์ (พลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ 94.2 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 207 เมกะวัตต์) และ 218.2 เมกะวัตต์ (พลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ 77.5 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 140.7 เมกะวัตต์) ตามลำดับ หากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเกิดลดลงอย่างกะทันหัน เช่น แรงลมอ่อนตัวลง หรือมีกลุ่มเมฆทึบเคลื่อนที่ผ่านฟาร์มเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นต้น อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้ ดังนั้น ระบบ BESS จะสามารถแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบดังกล่าว โดยการให้แบตเตอรี่ช่วยจ่ายพลังงานไฟฟ้าในช่วงที่เกิดเหตุข้างต้น นอกจากนี้หากแบตเตอรี่มีพลังงานคงเหลือ จะสามารถจ่ายไฟเข้าสู่ระบบ เพื่อลดความต้องการการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่จะเกิดขึ้น

ระบบ BESS ทั้ง 2 โครงการข้างต้น ถือเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งตอบสนองทิศทางการดำเนินงานในอนาคตของ กฟผ. (Grid Modernization) ในการดูแลระบบไฟฟ้าให้สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนที่จะมีเพิ่มขึ้น และบริหารจัดการสายส่งให้สามารถนำไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ให้รองรับกับสถานการณ์พลังงาน และพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมทั้งสนับสนุนศักยภาพของ กฟผ. ให้ก้าวเข้าสู่ตลาดธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (RE) ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

“สำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้ในโครงการ BESS คือ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ติดตั้งในตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่ง กฟผ. ได้ออกแบบติดตั้งระบบ BESS โดยคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมและมีมาตรฐานความปลอดภัยอย่างสูงสุด เพื่อให้ BESS เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง”

นอกจากนี้ กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมในการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับโครงการ BESS อย่างต่อเนื่อง ส่วนประโยชน์ทางด้านเทคนิคต่อระบบไฟฟ้า ระบบ BESS เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบส่งไฟฟ้า สามารถรองรับการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ลดความต้องการการใช้ไฟฟ้าสูงสุดได้ โดยจากพลังงานไฟฟ้าจากระบบ BESS นอกจากนี้ยังสามารช่วยลดภาระในการส่งไฟฟ้าผ่านระบบส่งกำลังไฟฟ้า และความถี่ของระบบไฟฟ้าในบริเวณที่ติดตั้งมีความเสถียรภาพมากขึ้น

จากแนวโน้มของราคาแบตเตอรี่ที่ลดลง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การนำแบตเตอรี่สำรองเข้ามาใช้ในระบบไฟฟ้า จึงนับเป็นโอกาสที่ดีในการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ ให้มีระดับราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมกับประชาชนได้อีกทางหนึ่งด้วย การนำแบตเตอรี่สำรองเข้ามาใช้ในระบบไฟฟ้า จึงนับเป็นโอกาสดีในการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ ให้มีระดับราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมกับประชาชนได้อีกทางหนึ่งด้วย

โครงการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่หรือ BESS จึงนับว่าเป็นโครงการสำคัญที่ กฟผ. จะได้พัฒนาและนำเอาแบตเตอรี่มาทำหน้าที่เป็นเสมือนแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) เพื่อเก็บสะสมพลังงานส่วนเกินจากระบบส่ง ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบันที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น เพราะแบตเตอรี่ใช้พื้นที่น้อยกว่าและสามารถติดตั้งได้ทั้งในบริเวณจุดจ่ายไฟฟ้า จุดผลิต และส่งไฟฟ้า ตามวัตถุประสงค์การใช้งานที่หลากหลาย และแม้ว่าหากพิจารณามูลค่าการลงทุนกับผลตอบแทนที่ได้รับเป็นเม็ดเงินอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่สิ่งที่ กฟผ. จะได้มากกว่านั้นก็คือ องค์ความรู้ใหม่ขององค์กร ซึ่งจะสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดอื่น ๆ ได้ และยังเป็นการพัฒนาบุคลากรของ กฟผ. ให้สามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ตามเทคโนโลยีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ที่จะทำให้ กฟผ. พร้อมเข้าสู่การทำธุรกิจ RE ได้ในอนาคตอีกด้วย