Home เรื่องน่าสนใจ CHANGE กฟผ. ขยับปรับสู่ “โรงไฟฟ้าดิจิทัล”

CHANGE กฟผ. ขยับปรับสู่ “โรงไฟฟ้าดิจิทัล”

CHANGE กฟผ. ขยับปรับสู่ “โรงไฟฟ้าดิจิทัล”

ไม่แปลกที่เราต้องหมุนตามโลก โดยเฉพาะในปัจจุบันโลกเดินทางเข้าสู่ยุค Disruption ซึ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา ทุกองค์กรจึงต้องเท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลง หมั่นเรียนรู้และพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งบุคลากรอย่างต่อเนื่อง หลายองค์กรเริ่มนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาปรับใช้ในธุรกิจ หากธุรกิจหรือองค์กรใดไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และไม่ปรับตัวเข้ากับโลกยุคใหม่ ไม่นานนักก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงแต่ชื่อในความทรงจำ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง และการเข้ามาของ Disruptive Technology พร้อมปรับทัพเพื่อรับมือกับวิกฤตที่กลายเป็นโอกาส โดยได้ปรับกระบวนการทำงานและปรับปรุงกระบวนการผลิตไฟฟ้าเพื่อมุ่งพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. สู่การเป็น “โรงไฟฟ้าดิจิทัล” และปรับปรุงคุณสมบัติโรงไฟฟ้าให้สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้ตอบสนองกับกระบวนการทำงานและเทคโนโลยีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในธุรกิจผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ระดับภูมิภาค

“ปัจจุบันคนที่จะอยู่รอด ไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่เป็นคนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด” นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง หัวเรือใหญ่ของสายงานรองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า ในฐานะที่ดูแลและรับผิดชอบโรงไฟฟ้า กฟผ. พูดถึงแนวคิดในการปรับตัวในโลกยุคใหม่ที่ทุกคนต้อง ‘เปลี่ยน’

เปลี่ยน สู่ โรงไฟฟ้าดิจิทัล

กฟผ. ได้จัดตั้งทีมงานเพื่อศึกษาและจัดทำ “Digitalization Roadmap” แผนการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. สู่การเป็นโรงไฟฟ้าดิจิทัลในอนาคต ภายใต้โครงการ I Power Plus ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 10 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับกระบวนการทำงานต่าง ๆ จากเดิมแบบ Hard Work เป็น Smart Work ที่นำเทคโนโลยีระบบดิจิทัลที่ทันสมัยมาสนับสนุนกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น เน้นปรับเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นมากกว่าเดิม โดยแบ่งระยะการดำเนินงานออกเป็น 4 ช่วง ตั้งแต่ปี 2562-2572 มีเป้าหมายสูงสุด คือ “การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI” ทำหน้าที่คิด วิเคราะห์ และประมวลผลการทำงานของโรงไฟฟ้า รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการควบคุมโรงไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ (Fully Automatic) ซึ่งแน่นอนว่า ร่างแผน Digitalization Roadmap นี้จะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม

โรงไฟฟ้าดิจิทัล ถือเป็นโรงไฟฟ้าที่มีกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง มีความแม่นยำ ถูกต้อง และรวดเร็ว มีการควบคุมและสั่งการ (Operator) ผ่านระบบดิจิทัล สามารถวิเคราะห์และประมวลผลการทำงานแบบอัตโนมัติ มีระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่ข้อมูลทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลและนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะด้านการบำรุงรักษา โดย AI จะช่วยวิเคราะห์ คาดการณ์ และแจ้งเตือนว่า อุปกรณ์หรืออะไหล่ชิ้นใดเกิดปัญหาหรือจะต้องบำรุงรักษาล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้า ลดโอกาสในการหยุดเดินเครื่องเพื่อบำรุงรักษาและสูญเสียรายได้จากการหยุดเดินเครื่อง ทำให้โรงไฟฟ้ามีศักยภาพและมีความพร้อมจ่ายสูง

ปัจจุบันโรงไฟฟ้า กฟผ. หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ หรือโรงไฟฟ้าวังน้อย ได้เริ่มศึกษาและทยอยนำระบบดิจิทัลที่ทันสมัยมาทดสอบและปรับใช้ให้เข้ากับโรงไฟฟ้าบางแห่ง มีการติดตั้งโปรแกรมวิเคราะห์และประมวลผลการทำงานของโรงไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยเทียบเท่าโรงไฟฟ้าในระดับสากล ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้สนับสนุนและเปลี่ยนกระบวนการทำงานของโรงไฟฟ้าเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. สู่การเป็นโรงไฟฟ้าดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

‘ปรับ’ เพื่อรองรับ Disruptive Technology

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) กำลังเป็นกระแสที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ และการเข้ามาของ RE นั้น ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานอย่างก้าวกระโดด อาทิ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power) เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เป็นต้น ซึ่งถือเป็น Disruptive Technology อย่างหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก และแน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าในภาพรวม เนื่องจาก พลังงานหมุนเวียนสามารถผลิตไฟฟ้าได้บางเวลา ไม่มีความแน่นอน และขาดความเสถียร อย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงเวลากลางวัน แต่เมื่อพระอาทิตย์ตก ไฟฟ้าที่ผลิตทั้งหมดก็จะหายไปจากระบบทันที ความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงหัวค่ำจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างกะหันทัน โรงไฟฟ้าหลักจำพวกพลังงานฟอสซิล จึงต้องเร่งเดินเครื่องขึ้นเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอ แสดงให้เห็นว่า ระบบไฟฟ้าจะมั่นคงได้นั้น จะต้องดูแลให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าสมดุลกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในทุกช่วงเวลา กฟผ. จึงต้องปรับตัวให้ระบบผลิตไฟฟ้ามีความยืดหยุ่น (Flexible) โดยสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลัก หรือการจ่ายไฟจากอุปกรณ์หรือแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานต่าง ๆ ได้ทันท่วงที

ผลกระทบจากการเข้ามาของพลังงานหมุนเวียน กฟผ. ได้เริ่มดำเนินศึกษาและปรับปรุงคุณสมบัติของโรงไฟฟ้า กฟผ. ให้มีคุณสมบัติเป็นโรงไฟฟ้าแบบยืดหยุ่น หรือ Flexible Power Plant คือ
1. เพิ่มจำนวนการเดินเครื่อง (Increase no. of Startup) เป็น 100 ครั้งต่อปี
2. ลดเวลาการเริ่มเดินเครื่อง – หยุดเครื่อง (Shortest Startup/Shutdown Time) เป็น 200 นาที และ 45 นาที ตามลำดับ
3. เพิ่มอัตราการเร่งเครื่อง/เพิ่มพลังงาน (Maximum Loading Rate/De – Loading Rate) เป็น 50 เมกกะวัตต์ต่อนาที และ
4. ลดอัตราการเดินเครื่องต่ำสุด หรือ Minimum Generation เป็นร้อยละ 30 ของอัตราการเดินเครื่องทั้งหมด (Load)

ที่ผ่านมา กฟผ. ได้เริ่มศึกษาและปรับปรุงโรงไฟฟ้า กฟผ. ให้มีคุณสมบัติเป็นโรงไฟฟ้าแบบยืดหยุ่น ซึ่งเริ่มศึกษาที่โรงไฟฟ้าวังน้อยเป็นแห่งแรก คาดว่าหากทำได้สำเร็จ จะสามารถลดเวลาการ Startup โรงไฟฟ้า จาก 6 ชั่วโมง เป็น 3 ชั่วโมง ช่วยลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 3.4 ล้านบาท/วัน หรือประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี โดยในอนาคตจะนำไปเป็นต้นแบบให้กับโรงไฟฟ้า กฟผ. แห่งอื่น ๆ ต่อไป โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP 2018) ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย และโรงไฟฟ้าบางปะกง ทั้งนี้พิจารณาตามความเหมาะสมของโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งและความคุ้มค่าในการลงทุน

พัฒนา บุคลากร ให้เท่าทันเทคโนโลยี

นอกจากการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. สู่การเป็นโรงไฟฟ้าดิจิทัลที่มีความทันสมัยเท่ากับกับความเปลี่ยนแปลงแล้วนั้น สิ่งสำคัญอีกประการที่จะต้องพัฒนาควบคู่กันไป คือ บุคลากร เพราะ “คน” ถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรเช่นกัน กฟผ. จำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้มีความพร้อม ทั้งด้านทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะวิชาชีพและด้านการจัดการเทคโนโลยีให้สอดรับกับกระบวนการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนจะต้องสามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น (Multi Skill) เนื่องจากในอนาคตผู้ปฏิบัติงานในโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งจะมีจำนวนลดลง รวมทั้งจะต้องอัพเดทความรู้ความเชี่ยวชาญที่มีให้ทันสมัยอยู่เสมอ
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา กฟผ. ได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาความเชี่ยวชาญโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Operation and Maintenance Academy Training Center : O&M Academy Training Center) ขึ้นที่เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเชี่ยวชาญและยกระดับความรู้ความสามารถด้านงานเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า พลังน้ำให้กับผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า (O&M) ซึ่งถือเป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่สร้างรายได้เสริมเข้าสู่องค์กร โดยให้บริการงาน O&M แก่โรงไฟฟ้าของ กฟผ. และโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทิศทางการเติบโตทางธุรกิจ O&M สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กฟผ. จึงต้องพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมทั้งด้านทักษะการทำงานและมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของลูกค้าในอนาคต

“ไม่อยากให้ทุกคนคิดเฉพาะบริบทภายในองค์กรหรือแค่ EGAT แต่จะต้องมองภาพรวมของโลกทั้งใบ และบริบทภายนอกองค์กรด้วย เราจึงจะสามารถปรับและเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับโลก และเป็นผู้อยู่รอดได้” นายณัฐวุฒิ กล่าวย้ำ

“โลก” ไม่เคยหยุดหมุน เช่นเดียวกับทุกสิ่งทุกอย่างไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลง … วันนี้ กฟผ. เริ่มขยับและปรับให้ก้าวทันโลก เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลง