Home เรื่องน่าสนใจ ส่องเทรนด์ Digital Transformation ร่วมปรับโฉมประเทศไทยสู่ยุค 4.0

ส่องเทรนด์ Digital Transformation ร่วมปรับโฉมประเทศไทยสู่ยุค 4.0

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนในการใช้ชีวิต การเปลี่ยนองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิทัล หรือ Digital Transformation จึงไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป เพราะองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ได้ถูก Disrupt ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปเกือบทุกอุตสาหกรรม เรียกได้ว่า ปัจจุบันนี้ หน่วยงานต่าง ๆ กำลังอยู่กลางทางแยก 2 ทางคือ ทางหนึ่งที่มุ่งหน้าปรับตัวไปสู่องค์กรแห่งดิจิทัล และอีกทางหนึ่งคือ เป็นองค์กรเก่าดังเดิม ไม่เว้นแม้แต่ภาคพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากตัวเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ ดังที่ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง “Energy 4.0: Digital Transformation In Energy Industry” ในงาน EGAT INNOVATION SHOWCASE 2019 วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานใหญ่ กฟผ.

ถึงเวลาที่อุตสาหกรรมพลังงานต้องปรับตัว

ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความสามารถในการผลิตและจัดหาเชื้อเพลิง แต่ยังน้อยกว่าความต้องการของคนในประเทศ จึงต้องมีการนำเข้า ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี การวางแผนการผลิตไฟฟ้าในอนาคตให้เพียงพอต่อทุกพื้นที่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับภาคพลังงาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาประเทศไทยให้มีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ยุค Energy 4.0

ปัจจุบัน เทรนด์ของการปรับกระบวนการทำงานเพื่อเข้าสู่ระบบดิจิทัล หรือที่เรียกว่า Digitalization นั้นเกิดขึ้นทั่วโลก อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว หน่วยงานต่าง ๆ จึงนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงการให้บริการธุรกิจของตน ซึ่งหากหน่วยงานเหล่านั้นตัดสินใจถูกต้องก็จะทำให้สามารถก้าวไปสู่องค์กรที่ยั่งยืนได้ เช่นเดียวกับภาคพลังงานที่เริ่มมี Digital Transformation เกิดขึ้น โดยมีกระแสหลักคือการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้แทนที่เชื้อเพลิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน เราในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าของประเทศจึงต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า “กิจการไฟฟ้าในประเทศไทยนั้นพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง?”

เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งและอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

Digital Transformation เปลี่ยนแปลงโลกปัจจุบันอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ต้องเรียกแท็กซี่เองริมถนน แต่ปัจจุบันทุกคนสามารถเรียกแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่นได้ ในขณะเดียวกันการใช้บริการธนาคารก็สามารถหลีกเลี่ยงการต่อคิวยาวได้โดยใช้แอพพลิเคชั่นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ กรมขนส่งทางบกก็ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นให้สามารถจองทะเบียนรถ และจองคิวต่อทะเบียนรถได้ด้วย จะเห็นได้ว่าสมาร์ทโฟนนั้นมีบทบาทมากในยุคดิจิทัลที่สามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือสื่อสาร สร้างความบันเทิง เป็นสังคมออนไลน์ ใช้ในการทำงานสืบค้นข้อมูล การทำธุรกรรมทางการเงิน รวมไปถึงการเดินทางและท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยมีความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลไม่ล้าหลังกว่าประเทศอื่น แต่สิ่งที่ยังต้องพัฒนาก็คือการปรับปรุงแอพพลิเคชั่นให้ทันสมัยและรองรับความต้องการในการใช้งานให้มากขึ้น จากการสำรวจของ Bloomberg New Energy Finance (2017) พบว่า ในอีก 13 ปีข้างหน้า การพัฒนาทางเทคโนโลยีของประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ในอันดับต่ำกว่าประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้า ในขณะที่ประเทศไทยจะยังคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าคนไทยให้ความสนใจกับการใช้งานเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่ได้คิดเผื่อไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ จึงยังคงติดกับดักอยู่กับสิ่งเดิม ๆ การคิดค้นนวัตกรรมจึงยังวนเวียนอยู่ในลักษณะเดิม ๆ ไม่มีการพัฒนาไปเหมือนกับประเทศอื่น ๆ

เมื่อลองมองเข้ามาในแวดวงพลังงานซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเราบ้าง มูลค่าตลาดของเทคโนโลยีดิจิทัลภาคพลังงานในขณะนี้ มีผู้ลงทุนในด้านระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meters) ระบบควบคุมแบบอัตโนมัติของอุปกรณ์ในระบบจำหน่าย (Distribution Automation System) และการบริหารจัดการพลังงานสำหรับที่อยู่อาศัย (Home Energy Management System) เป็นจำนวนมาก รวมถึงยังมีด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์ (Solar O&M) การเดินเครื่องและบำรุงรักษากังหันลม (Wind O&M) การเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil O&M) และการพัฒนาความยืดหยุ่นของระบบผลิตไฟฟ้า (Flexibility) ซึ่งหากในอนาคตต้นทุนต่าง ๆ มีราคาถูกลง ผู้ใช้ไฟฟ้าก็จะสามารถเข้าถึงและผลิตไฟฟ้าใช้ได้เอง กฟผ. ก็จะได้รับผลกระทบไปพร้อม ๆ กับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ดังนั้น จึงควรเตรียมรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการคิดค้นนวัตกรรมด้านพลังงานที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อจะได้นำไปใช้ในอนาคต

ไม่เพียงเท่านี้ Bloomberg New Energy Finance (2017) ยังได้จำแนกเทคโนโลยีด้านพลังงานที่ควรจับตามองด้วยว่า กระแสของ Edge Processing, Cyber Security, Smart Data, Virtual Power Plants, Internet of Things (IOT), Blockchain, Machine Learning and Artificial Intelligence (AI), Distributed Energy Resources Management System (DERMS) และ Fusion Energy อาจจะมีมากขึ้นในอนาคต ในขณะที่ต่างประเทศนั้นได้เริ่มทยอยนำมาใช้แล้ว จึงควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดยหมั่นศึกษาให้รอบด้าน

4D+1E เทรนด์สู่การเปลี่ยนผ่านในยุคดิจิทัล

การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล นำมาสู่เทรนด์ใหม่ ๆ ที่จะสร้างปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยจะมีพลังงานไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งสิ่งที่ควรศึกษาและทำความเข้าใจนั้นประกอบด้วย 4D+1E ดังนี้

1. Digitalization การควบรวมกันระหว่างเทคโนยีดิจิทัลกับเทคโนโลยีด้านพลังงาน ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนบริหารจัดการพลังงานด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

2. Decarbonization โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่การผลิตพลังงานไฟฟ้าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง โดยมีเป้าหมายเพื่อชะลอการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

3. Decentralization ความแพร่หลายของระบบการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัวในอนาคตจะเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ และช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึง ตลอดจนความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า

4. De-regulation นโยบายของภาครัฐที่จะเปิดเสรีภาพพลังงาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมและการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

5. Electrification ไฟฟ้ากลายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในภาคอุตสาหกรรมการขนส่ง และที่อยู่อาศัย การใช้ไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นสองเท่าในปี 2593

แม้ว่าปัจจุบันสถานะการผลิตและโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทยจะเป็นระบบผู้ซื้อรายเดียว (Single Buyer) นั่นหมายถึง กฟผ. เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า เพื่อส่งต่อให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จำหน่ายต่อยังผู้บริโภค แต่ในอนาคตการเข้ามาของพลังงานทดแทนจะเพิ่มมากขึ้น ตามแผน PDP2018 ที่มีถึง 35% ทั้ง Solar Rooftop บ้านอัจฉริยะประหยัดพลังงาน (Smart Home) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ระบบซื้อขายพลังงานไฟฟ้า (Energy Trading) และหลายสิ่งหลายอย่างที่จะเข้ามาเพิ่มเติม ดังนั้น Peak ไฟฟ้าของ กฟผ. ก็อาจจะไม่สามารถบ่งบอก Peak ไฟฟ้าของทั้งประเทศได้อีกต่อไป การผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. จึงต้องคำนึงถึงระบบสายจำหน่ายด้วย เพราะระบบไฟฟ้าขนาดเล็กเริ่มมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในการผลิตและการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น

เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญและส่งผลต่อการดำรงชีวิต และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมีพลังงานไฟฟ้าคอยขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง จึงถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้ง กฟผ. จะต้องปรับตัว เพื่อให้เท่าทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องปรับทั้งระบบขององค์กร แต่หากบุคลากรพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ร่วมกันศึกษา ทำความเข้าใจ เปลี่ยนทัศนคติ และเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนที่จะพาองค์กรก้าวไปสู่ความสำเร็จในอนาคต