Home ประเด็นร้อน ดร.เดย์ เผย !! “พลังงานไฟฟ้า” ต้องมองให้รอบด้าน อย่าให้เป็นภาระประชาชน !

ดร.เดย์ เผย !! “พลังงานไฟฟ้า” ต้องมองให้รอบด้าน อย่าให้เป็นภาระประชาชน !

day

ดร.เดย์ เผย !! “พลังงานไฟฟ้า” ต้องมองให้รอบด้าน
อย่าให้เป็นภาระประชาชน !  

จากกรณีที่ Manager.co.th มีการเผยแพร่บทความเรื่อง “รองอธิการ มธ.” โต้กลับรีดเงินติดแผงโซลาร์ กังขาใช้ไฟเฉพาะกลางคืนเอาเปรียบคนอื่นหรือ? ซึ่งทางโลกออนไลน์ก็ได้มีการพูดถึงกันอย่างมากมาย .. วันนี้ ดร.เดย์ จะขอมานำเสนอในอีกมุมหนึ่งของพลังงานไฟฟ้าให้ได้ฟังกัน 

อ. ชาลี : คำถามคือทำไมเราต้องไปคาดหวังว่าทุกคนต้องใช้ไฟฟ้าให้สม่ำเสมอทั้งวัน ใครใช้มากช่วงพีคอย่างเดียวคือเอาเปรียบคนอื่น คนที่เปิดไฟแต่ตอนหัวค่ำ โรงงานที่เดินเครื่องช่วงหัวค่ำ แม่ค้าเปิดร้านหัวค่ำหรือ บริษัทที่ปิดไฟกลางวัน คือเอาเปรียบคนอื่นด้วยหรือ เราจะอยู่กันบนตรรกะนี้จริงๆหรือครับ

ความเป็นจริง : ตรรกของการไฟฟ้า คือ การจัดหาไฟฟ้าอย่างมั่นคง ตอบสนองผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท ตลอด 24 ชั่วโมง  แต่ประเด็นที่มีผู้ผลิตใช้เองในช่วงกลางวันจำนวนมาก  และกลางคืนใช้ไฟฟ้าจากระบบ เป็นปัญหาที่หลายประเทศกำลังประสบอยู่ ทั้งไฟฟ้าดับ และค่าไฟฟ้าแพง  จึงต้องมีการเตรียมไฟฟ้าทดแทนความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน โดยให้มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนน้อยที่สุด

ประเด็นจึงไม่ใช่เรื่องของการคาดหวัง หรือการมองว่า ผู้ใดเอาเปรียบ  แต่เป็นเรื่องของการเตรียมระบบไฟฟ้าที่เหมาะสมรองรับ เช่น ระบบเก็บกักพลังงาน และโรงไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้รวดเร็ว  ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กกพ. จะพิจารณาแนวทางต่างๆ เพื่อไม่ให้มีกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน และเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท 

 

อ. ชาลี : ภาระกิจของ กฟฟ คือสร้างความมั่นคงไฟฟ้าด้วยการบริหารจัดการให้ดี มีประสิทธิภาพ ไม่สร้างภาระกับสิ่งแวดล้อม อย่ามาบอกว่าปล่อย CO2 แค่ 0.1% ของโลก แล้วพอใจ เดินหน้าสร้าง รฟฟ ถ่านหินต่อได้ เพราะนั่นมันไม่ใช่ socially responsible approach

ความเป็นจริง : ข้อเท็จจริงคือ ประเทศไทยปล่อย CO2 ไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์ ของโลก แต่ประเทศไทยก็ให้ความสำคัญในเรื่องลดก๊าซเรือนกระจก หรือ CO2 ในการผลิตไฟฟ้า ตามข้อตกลงปารีส(COP21) โดยกำหนดขั้นตอน และวิธีการที่ชัดเจน  ได้แก่ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า และการรณรงค์ประหยัดพลังงานทุกภาคส่วน

รวมทั้ง การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตาม PDP2015 จะทำให้การปล่อย CO2 ในการผลิตไฟฟ้า ลดลงจาก 0.506 กิโลกรัมต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วยในปัจจุบัน เหลือ 0.319 กิโลกรัมต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วยในปี 2579 ซึ่งการลดการปล่อย CO2 ใน PDP2015 เป็นส่วนหนึ่งของรายงานประกอบการลงนามข้อตกลงปารีสของไทยด้วย  

ทั้งนี้ หลักการของข้อตกลงปารีส(COP21) และของสหประชาชาติต่อประเด็นการลดก๊าซเรือนกระจก คือ ความรับผิดชอบของแต่ละประเทศในบริบทที่แตกต่างกัน อย่างเป็นธรรม โดยประเทศที่มั่งคั่งจากการใช้ทรัพยากรพลังงานจำนวนมาก ต้องมีส่วนรับผิดชอบในการพัฒนาเทคโนโลยีและสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา ที่ยังต้องการทรัพยากรพลังงานอย่างเพียงพอ และมีราคาไม่แพง

 

อ. ชาลี : ถ้าระบบ smart grid ระบบจัดการ peak มันไม่ดี ก็ต้องไปทำวิจัยลงทุน แต่ไม่ใช่การเตรียม backup RE 100% (RE = renewable energy) ด้วย fossil power นั่นมัน brainless เกินไป

ความเป็นจริง : กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมของระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ทั้งเรื่องของสมาร์ทกริด การวิจัยและโครงการกักเก็บพลังงาน ทั้งแบบแบตเตอรี่ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ  อย่างไรก็ตาม ทุกประเทศที่มีพลังงานหมุนเวียนมาก ต้องมีโรงไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว รองรับความไม่นอนของพลังงานหมุนเวียนด้วย เช่น เยอรมนี ปัจจุบันมีความต้องการไฟฟ้า 85,000 เมกะวัตต์  มีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมากกว่า  100,000 เมกะวัตต์ แต่ยังต้องมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลและนิวเคลียร์รวมกันถึง 90,000 เมกะวัตต์ และในปีที่ผ่านมายังใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 40 ของความต้องการพลังงานไฟฟ้าของประเทศ


อ. ชาลี :
ไฟฟ้าที่ดับที่ Australia ก็ไม่ใช่เพราะมี RE มากเกินไป แต่เพราะการบริหารจัดการที่ห่วยของ กฟฟ ที่นั่น ที่ไม่สามารถเตรียมการได้ทัน ทั้งที่รู้พยากรณ์ล่วงหน้าว่าวันนั้นอุณหภูมิจะสูง 40 องศา แล้วเราจะมาแก้ปัญหาโลกร้อน 40 กว่าองศาด้วยการสร้างโรงไฟฟ้า fossil มาปั่นแอร์อีกจริงๆหรือครับ

ความเป็นจริง :  ไฟฟ้าดับใหญ่ในรัฐออสเตรเลียใต้ ประเทศออสเตรเลีย จำนวน 3 ครั้ง ในปี 2559  มีจุดเริ่มต้นมาจากหลายสาเหตุ เช่น พายุ ฟ้าผ่า สายส่งขัดข้อง แต่เหตุการณ์ไฟฟ้าดับทุกครั้ง มีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องคือ พลังงานหมุนเวียนในปริมาณมากของรัฐหรือมีกำลังผลิตกังหันลมราวร้อยละ 30   และการเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้ระบบไฟฟ้าไม่สามารถรองรับความผันผวนดังที่กล่าวมา ซึ่งไฟฟ้าดับล่าสุด ในเดือนกันยายน 2559 ที่ผ่านมา ตลาดกลางไฟฟ้าของออสเตรเลีย(Australian Energy Market Operator – AEMO)  ได้ทำการสอบสวน และมีข้อสรุปแล้วว่า เกิดจากจากพายุ ทำให้ลมพัดแรงเกินขีดจำกัดของกังหันลม  (AEMO releases final report into SA blackout, blames wind farm settings for state-wide power failure  

ที่มา : http://www.abc.net.au/news/2017-03-28/wind-farm-settings-to-blame-for-sa-blackout-aemo-says/8389920

day

อ. ชาลี : ขอให้กลับไปศึกษาโครงสร้างราคาไฟฟ้าที่เยอรมันและเดนมาร์คให้ดีก่อนจะมาบอกว่าไฟฟ้าแพงเพราะ RE เพราะมันไม่ใช่เลยครับ

ความเป็นจริง : จากที่กล่าวมา การที่พลังงานหมุนเวียนของเยอรมนีมีกำลังผลิตติดตั้งถึงกว่า 100,000 เมกะวัตต์ แต่ยังต้องมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลและนิวเคลียร์รวมกันถึง 90,000 เมกะวัตต์ ทำให้ค่าไฟฟ้าของเยอรมนีมีราคาหน่วยละ 12 บาท แพงเป็นอันดับ 2 ของยุโรป รองจากเดนมาร์ก

และเมื่อไปดูองค์ประกอบค่าไฟฟ้าในแต่ละหน่วยของเยอรมนีจะพบว่า ค่าไฟฟ้ากว่าร้อยละ 31 หรือ 4 บาทต่อหน่วย  มาจากการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ ค่าประกันการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 24 และค่าภาษีสิ่งแวดล้อมร้อยละ 7  

ที่มา : https://www.cleanenergywire.org/factsheets/what-german-households-pay-power

 

อ. ชาลี : ภาระกิจของ กฟฟ คือ “สร้างความสุขเพื่อคนไทย” การสร้างความสุขนี้ไม่ใช่การให้เขามีไฟฟ้าใช้อย่างเดียว (โดยซื้อจาก กฟฟ เท่านั้น) แต่ผมคิดว่าน่าจะหมายถึงให้เขาลืมตาอ้าปากและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ไม่สร้างภาระให้รุ่นต่อไป นั่นจึงจะเป็นความสุขที่แท้จริง

ความเป็นจริง : การไฟฟ้าเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่มีภารกิจจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้คนไทยใช้อย่างมั่นคง ในราคาที่เป็นธรรม พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างระบบไฟฟ้ารองรับแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าใช้เองในอนาคต  ซึ่งในเรื่องของโซลาร์รูฟท็อปนั้น กกพ. มีแนวทางที่ชัดเจนแล้วว่า  ไม่มีการเก็บค่าสำรองไฟฟ้าสำหรับโซลาร์รูฟท็อปประเภทใช้เองในบ้านอยู่อาศัย ประชาชนทั่วไปที่ผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปใช้เอง จึงไม่ต้องวิตกกังวลแต่ประการใด   

แต่ กกพ. จะพิจารณามาตรการที่จะรองรับปัญหาในอนาคต สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองในปริมาณมาก เฉพาะบางช่วงเวลา หรือในช่วงกลางวัน ส่วนกลางคืนที่ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ ก็จะต้องมาขอใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืน ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มนี้ หากในอนาคตเกิดการติดตั้งเพิ่มมากขึ้น อาจมีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้ารวม และต้นทุนค่าไฟฟ้า ซึ่งหากไม่มีมาตรการรองรับ ก็จะเป็นภาระของประชาชนทั้งของประเทศได้

ที่มา : http://www.erc.or.th/ERCWeb2/Front/News/NewsDetail.aspx?Type=1&CatId=1&rid=23786&muid=36&prid=21

 

ที่มา :

“รองอธิการ มธ.” โต้กลับรีดเงินติดแผงโซลาร์ กังขาใช้ไฟเฉพาะกลางคืนเอาเปรียบคนอื่นหรือ?

https://m.manager.co.th/OnlineSection/detail/9600000065172

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

1. การเรียกเก็บเงินค่าสำรองไฟฟ้า ไม่ใช่มาจากความคาดหวังให้ “ทุกคนต้องใช้ไฟสม่ำเสมอ” อย่างที่อาจารย์โพสต์ใน FB แต่เนื่องจากปัจจุบันกระแสติดตั้งแผงโซลาร์ได้ก่อให้เกิดผลกระทบกับระบบไฟฟ้าไปทั่วโลก (ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย)

ประการแรก ผลกระทบต่อปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟหันไปใช้ไฟที่ผลิตได้เองจากแผงโซลาร์ จึงจะพบว่าช่วงกลางวันมีปริมาณความต้องการใช้ไฟลดลง แต่พอแดดหุบในช่วง 18.00 น. ก็หันกลับมาใช้ไฟจากระบบ ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า duck curve ดังเช่นที่เป็นปัญหาในรัฐแคลิฟอร์เนียของประเทศสหรัฐอเมริกา ตาม link https://www.vox.com/2016/2/10/10960848/solar-energy-duck-curve ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

ประการที่สอง ระบบไฟฟ้าไม่ใช่สักแต่เดินเครื่องผลิตไฟ ยังต้องสร้างระบบโครงข่าย และระบบจำหน่าย เพื่อส่งไฟฟ้าไปให้ถึงผู้ใช้ตามบ้านเรือน ใช้เงินลงทุนก่อสร้างมหาศาล และเพื่อไม่ให้เกิดเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟมากเกินไป จึงกระจายต้นทุนเหล่านี้ไปเรียกเก็บคืนจากหน่วยค่าไฟฟ้าซึ่งก็ได้มีการประมาณการณ์ไว้ว่าอนาคตจะมีปริมาณการใช้เท่าใดเป็นตัวตั้ง เมื่อคนหันไปผลิตไฟใช้เอง ปริมาณการใช้ไฟฟ้าก็ลดลง จึงทำให้เงินทุนที่ลงไปในการก่อสร้างระบบส่งจะไม่สามารถเรียกเก็บคืนได้ครบถ้วน ต้องเรียกเก็บเพิ่มจากผู้ใช้ไฟที่ยังอยู่ในระบบซึ่งมักเป็นผู้มีฐานะยากจน อีกทั้งการไฟฟ้าก็จะไม่มีเงินมาลงทุนเพิ่มสำหรับขยายและปรับปรุงระบบส่ง/จำหน่าย เพื่อรองรับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าด้วยแผงโซลาร์ด้วย

ทั้งนี้อาจารย์ชาลีคงไม่ได้อยู่ในแวดวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไฟฟ้ามากนัก จึงไม่ทราบว่าขณะนี้ประเทศที่มีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากๆ เช่นดัง สหรัฐอเมริกา เยอรมัน อังกฤษ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งเดนมาร์ค ล้วนแล้วแต่มีการปฏิรูประบบการจัดเก็บค่าไฟ โดยเรียกเก็บค่าสำรองไฟฟ้าในหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ซึ่งแต่ละประเทศ แต่ละพื้นที่ก็ได้กำหนดอัตราค่าสำรองไฟฟ้าตามสภาวะของระบบไฟฟ้าในประเทศตนเองทั้งสิ้น

2. ตามที่อาจารย์แนะให้ประเทศไทยลงทุนวิจัยเพื่อจัดการพีคให้ได้ แทนการใช้ back up RE 100% ขอเรียนอาจารย์ว่าประเทศต้นแบบของการ back up 100%RE ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือประเทศเยอรมนี ซึ่งมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเท่ากับความต้องการสูงสุด แต่ก็ยังต้องมีกำลังสำรองจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อแบ็คอัพให้กับ RE ดังนั้นหากจะกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ brainless อาจารย์ก็น่าจะลองไปดีเบตกับผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าของประเทศเยอรมนีดูสักที

สำหรับตัวอย่างของประเทศที่ไม่มีกำลังสำรองไฟฟ้ามากก็เช่นประเทศอังกฤษ ที่เลือกจะเอาความมั่นคงด้านพลังงานของตนไปฝากไว้กับโีรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศส จึงต้องลุ้นทุกฤดูหนาวว่าจะมีไฟพอใช้หรือไม่ จนในที่สุดอังกฤษก็ตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้ใช้เอง

3. ค่าไฟฟ้าเยอรมันแพงก็เพราะผู้ใช้ไฟเยอรมันต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสนับสนุนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ตาม link
http://notrickszone.com/2014/12/07/germanys-electricity-price-more-than-doubles-electrocuting-consumers-and-markets/#sthash.B1EALMK5.KhMpowmq.dpbs
http://notrickszone.com/2017/02/28/german-electricity-price-projected-to-quadruple-by-2020-to-over-40-cents-per-kilowatt-hour/#sthash.UbxIt6J2.INdgudue.dpbs

4. ไฟฟ้าดับทั่วทั้งรัฐออสเตรเลียใต้เมื่อกันยายนปีที่ผ่านมา มีการศึกษาโดย ดร.อลัน ฟินเคล ผลออกมาชัดเจนว่าเป็นเพราะนโยบายสนับสนุน RE ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินแข่งขันด้านราคาไม่ได้ และต้องปิดตัวไป ทำให้รัฐขาดไฟฟ้าฐานที่ผลิตไฟฟ้าต่อเนื่อง และมั่นคง ดังนั้นเมื่อเกิดพายุพัดถล่ม โรงไฟฟ้ากังหันลมผลิตไฟฟ้าไม่ได้ทำให้ไฟดับ ตาม link
https://www.businessinsider.com.au/the-final-report-into-south-australias-major-blackout-has-pinned-the-blame-on-overly-sensitive-wind-farms-2017-3
http://mobile.abc.net.au/news/2017-03-24/aemc-says-australias-power-system-weakened-by-wind-solar/8381356?pfmredir=sm

Leave a Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *