Home ความรู้เรื่องพลังงาน โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ แบตเตอรี่จากสายน้ำ เบื้องหลังความมั่นคงระบบไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ แบตเตอรี่จากสายน้ำ เบื้องหลังความมั่นคงระบบไฟฟ้า

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความมั่นคงของประเทศนั้น มีปัจจัยทางด้านพลังงานไฟฟ้าเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ดังนั้นการจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และการมีระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมีความสำคัญอย่างยิ่ง ระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage System (ESS) เป็นระบบที่สามารถกักเก็บพลังงาน ณ เวลาหนึ่ง และสามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาได้เมื่อต้องการใช้งาน จึงเป็นส่วนเติมเต็มให้กับโครงข่ายระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ เป็นระบบกักเก็บพลังงานชนิดหนึ่งที่ถูกคิดค้นบนพื้นฐานความคิดในการจัดการกระแสไฟฟ้าส่วนเกิน เพราะโดยปกติการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนที่ค่อนดึกไปแล้วนั้นจะมีการใช้ไฟฟ้าลดลง ทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเหลือในระบบ ดังนั้น การทำงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับเป็นโรงไฟฟ้าที่มีอ่างเก็บน้ำสองส่วนคือ อ่างเก็บน้ำส่วนบน และอ่างเก็บน้ำส่วนล่าง น้ำจะถูกปล่อยจากอ่างเก็บน้ำลงมาเพื่อหมุนกังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยสามารถตอบสนองผลิตไฟฟ้าได้ทันที เมื่อต้องการผลิตไฟฟ้าเสริมเข้าระบบในกรณีเร่งด่วน ขณะที่โรงไฟฟ้าทั่วไปต้องใช้เวลาเริ่มเดินเครื่องกว่า 2-4 ชั่วโมง และในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำหรือน้อยลง จะใช้ไฟฟ้าที่เหลือในระบบจ่ายให้กับปั๊มน้ำขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ในอ่างเก็บน้ำส่วนล่าง เพื่อสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำส่วนล่างนี้กลับขึ้นไปเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำส่วนบนเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าต่อไป

ปัจจุบัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ 3 แห่ง ได้แก่ 1) เขื่อนศรีนครินทร์ เครื่องที่ 4-5 จังหวัดกาญจนบุรี กำลังผลิตเครื่องละ 180 เมกะวัตต์ รวมแล้วมีกำลังผลิต 360 เมกะวัตต์ 2) เขื่อนภูมิพล เครื่องที่ 8 จังหวัดตาก กำลังผลิต 171 เมกะวัตต์ และ 3) โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา เครื่องที่ 1-4 กำลังผลิตเครื่องละ 250 เมกะวัตต์ รวมแล้วมีกำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ โดยเครื่องที่ 1-2 จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2547 และ โครงการก่อสร้างเครื่องที่ 3-4 ซึ่งมีแผนจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในเดือนธันวาคม 2562

แม้ว่า พลังงานน้ำจะเป็นพลังงานทดแทนที่สามารถหมุนเวียนมาใช้ได้อีก แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องความสม่ำเสมอ เพราะต้องใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ในการผลิตไฟฟ้า การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำต่าง ๆ ให้เครื่องกังหันน้ำสามารถสูบน้ำขึ้นมากักเก็บบนอ่างได้อีก จึงเปรียบเสมือนกับแบตเตอรี่ที่เป็นพลังงานสำรอง เตรียมพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังความร้อนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอีกด้วย

นอกจากนี้ กฟผ. กำลังอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับอีกหลายพื้นที่ในภาคตะวันตก รวมถึงเตรียมพร้อมศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำจุฬาภรณ์แบบสูบกลับ ณ จังหวัดชัยภูมิ ขนาดกำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ เพื่อให้เป็นแหล่งสะสมพลังงานไฟฟ้า ช่วยบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเพิ่มความมั่นคงด้านระบบไฟฟ้าให้กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ