Home ประเด็นร้อน เจาะลึกเบื้องหลังสุดพิเศษ “นักประดาน้ำ กฟผ.” ย้อนรอยภารกิจช่วยทีมหมูป่าออกจากถ้ำ

เจาะลึกเบื้องหลังสุดพิเศษ “นักประดาน้ำ กฟผ.” ย้อนรอยภารกิจช่วยทีมหมูป่าออกจากถ้ำ

เจาะลึกเบื้องหลังสุดพิเศษ “นักประดาน้ำ กฟผ.” แบบใกล้ชิด ดำน้ำ เดินบนที่สูง ขึ้นหน้าผา ข้ามโขดหิน… ย้อนรอยภารกิจช่วยทีมหมูป่าออกจากถ้ำ

ณ เวลานี้ไม่มีใครไม่รู้จัก “นักประดาน้ำ กฟผ.” หนึ่งในตัวแทนสำคัญที่ได้มีส่วนร่วมในภารกิจค้นหาและช่วยเหลือโค้ชและเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย ทั้ง 13 ชีวิต ที่ได้หายตัวไปในวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพราะพวกเขาคือทีมงานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของหน่วยซีล ลำเลียงขวดอากาศไปยังจุดต่างๆ ภายในถ้ำ และนอกเหนือจากนั้นยังได้รับหน้าที่ลำเลียงขวดออกซิเจนไปให้เด็กๆ และโค้ช เพื่อใช้หายใจในวันที่ต้องออกมาจากปากถ้ำด้วย วันนี้ จึงขอพาทุกท่านย้อนรอยไปเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานอย่างใกล้ชิดกับฮีโร่ของพวกเราชาว กฟผ. ในเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์อันสำคัญของประเทศไทยที่หลายคนให้การติดตามตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดภารกิจ

นักประดาน้ำ กฟผ. ทีมถ้ำหลวง มีจำนวนทั้งสิ้น 18 คน ซึ่งทีมแรกที่ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในวันที่ 1 กรกฎาคม นั้น เป็นทีมประดาน้ำจากเขื่อนภูมิพล จ.ตาก (อขภ.) และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ (อขส.) รวม 6 คน แต่ภารกิจสุดโหดกว่าที่คาดคิด จึงต้องเสริมกำลังคนเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ฝ่ายบำรุงรักษาเครื่องกล (อบค.) และเขื่อนวชิราลงกรณ (อขว.) จึงได้ส่งนักประดาน้ำไปเพิ่มอีก 12 คน ในเวลาต่อมา

พ.อ.อ.สงกรานต์ ยอดพันคำ พยาบาลปริญญาระดับ 6 อขภ. หนึ่งในตัวแทนนักประดาน้ำที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจมาตั้งแต่ต้นเล่าว่า วันแรกที่ได้ไปปฏิบัติงานในพื้นที่ก็ได้เห็นถึงปัญหาการลำเลียงขวดอากาศจากโถง 1 ไปยังโถง 3 ซึ่งใช้ระยะเวลานานมาก เพราะต้องแบกเข้าไป จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเพื่อให้การทำงานรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทีมของเราได้ร่วมกับทีมกู้ภัยอยุธยา ติดตั้งระบบรอกขึ้นมาเพื่อช่วยในการลากพาขวดอากาศไปยังโถง 3 ซึ่งพบว่าช่วยให้เร็วขึ้น แม้จะยังเกิดแรงเสียดทาน ต้องใช้พละกำลังอย่างมากในการเคลื่อนย้าย แต่เมื่อมีกำลังมาเสริมก็ไม่ต้องลำเลียงตั้งแต่โถงแรก เพราะสามารถส่งต่อกันได้ทันที ทีมนักประดาน้ำ กฟผ. จึงรับหน้าที่ลำเลียงขวดอากาศจากโถง 2 ไปยังโถง 3 แทน และในวันสุดท้ายก่อนนำทีมหมูป่าออกมาจากถ้ำ ก็ได้รับภารกิจนำขวดออกซิเจนเข้าไปส่งบริเวณโถง 3 เพื่อให้เด็กๆ และโค้ชใช้หายใจในขณะที่ออกมาจากถ้ำด้วย

ขวดออกซิเจนใช้สำหรับผู้ประสบภัย ถังหนึ่งหนักประมาณ 16 กก. เราต้องแบกด้วยมือเปล่า ไม่สามารถลำเลียงโดยใช้รอกแบบขวดอากาศได้ เพราะค่อนข้างเปราะบางและเป็นอันตราย ส่วนขวดอากาศนั้นใช้สำหรับหายใจภายในถ้ำ ประกอบไปด้วยออกซิเจนและไนโตรเจนเลยน้ำหนักมากกว่า ตอนแรกที่เอาเข้าไปแล้วไม่มีรอกผ่อนแรง เราต้องแบกขวดอากาศที่ติดตัวเรา และขวดอากาศอีกหนึ่งขวดเข้าไปไว้ที่จุดต่างๆ ถือว่าเป็นอุปสรรคมาก เพราะน้ำหนักรวมกันแล้วกว่า 35 กก. ต้องดำน้ำ เดินบนที่สูง ขึ้นหน้าผา ข้ามโขดหิน จึงต้องมีความมุ่งมั่นจริงๆ ถึงจะพาเข้าไปได้ พอคนอื่นเห็นว่าเราทำได้ก็ไว้วางใจเรามากขึ้น ให้เราเป็นทีมสำคัญลำดับถัดมาจากหน่วยซีล เพราะระบบรอกสามารถช่วยลำเลียงขวดอากาศจากเดิมวันละ 10 – 20 ขวด กลายเป็นวันละประมาณ 100 ขวด” พ.อ.อ.สงกรานต์ ยอดพันคำ เล่าเพิ่มเติม

การฝึกหนักจากกองทัพเรือที่มีกฎเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้นักประดาน้ำ กฟผ. ได้ผ่านหลักสูตรการปฏิบัติการใต้น้ำ การทำงานใต้น้ำ การเชื่อมใต้น้ำ รวมไปถึงการกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือชีวิต ทำให้พวกเขามีประสบการณ์ในการดำน้ำที่ลึก มืด และไกล แต่การดำน้ำในถ้ำหลวงแห่งนี้ถือว่ายากกว่าการดำน้ำในเขื่อน เพราะลักษณะของถ้ำเป็นอุโมงค์ปิด ทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อหายใจได้ เนื่องจากติดเพดานถ้ำและซอกแคบ ซึ่งจุดที่นักประดาน้ำ กฟผ. ต้องดำน้ำลึกจนมิดศีรษะมีระยะทางประมาณ 20 ม. และหน่วยซีลจะต้องดำต่อไปอีก 1.7 กม. จนถึงจุดที่เด็กๆ และโค้ชอยู่ การปฏิบัติภารกิจจึงต้องคำนึงถึงกฎระเบียบความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

แม้ว่าสภาพร่างกายของนักประดาน้ำแต่ละคนจะแข็งแรงแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อได้เจอกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นและเปียกชื้น ประกอบกับน้ำในถ้ำที่เย็นกว่าปกติ ยิ่งนานวันยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนล้าและเจ็บป่วย การปฏิบัติภารกิจจึงต้องเป็นไปอย่างเร่งรีบ เพื่อให้การค้นหาและช่วยเหลือทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิตนั้นสำเร็จได้ในเร็ววัน การทำงานในถ้ำจึงดำเนินไปตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 20.00 น. ของทุกวัน โดยไม่มีเวลาพัก มีแต่คำว่า “สู้” ในหัวใจของทุกคน

เช่นเดียวกับ นายดิเรก พัดพิน ช่างระดับ 7 อขส. นักประดาน้ำที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจมาตั้งแต่ต้นอีกคนหนึ่ง แม้ว่าใกล้จะเกษียณอายุในอีกหนึ่งปีข้างหน้า แต่ก็เป็นอีกคนที่ตั้งใจช่วยเหลือและเสียสละเพื่อสังคม ทำงานในสภาวะที่ยากลำบากเช่นนี้ ถึงจะรู้สึกเมื่อยล้าแต่ก็ไม่ท้อถอย เขาเล่าว่า กฟผ. มีนักประดาน้ำมานานมากแล้ว ทำหน้าที่บำรุงรักษาอุปกรณ์ที่อยู่ใต้เขื่อน แต่หลายคนยังไม่รู้จัก ตนเริ่มเป็นนักประดาน้ำเมื่อปี 2533 ตลอดระยะเวลาก็จะมีการทดสอบ ฝึกเตรียมความพร้อม และตรวจสุขภาพ ทำให้ต้องหมั่นดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ซึ่งตามเขื่อนก็จะมีนักประดาน้ำทำงานอยู่ แล้วแต่ผู้บังคับบัญชาว่าจะมอบหมายภารกิจให้ใครปฏิบัติในส่วนไหน อย่างไร

ตลอดระยะเวลา 10 วัน ที่นักประดาน้ำ กฟผ. ได้ใช้ความสามารถที่มี เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือน้องๆ และโค้ชทีมหมูป่า จนออกมาได้อย่างปลอดภัย ความเครียดและความเหนื่อยล้าที่เคยรู้สึกก็เปลี่ยนเป็นความสุขและความอิ่มเอมใจที่ได้ปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญนี้ อีกทั้งยังเป็นความภาคภูมิใจครั้งหนึ่งในชีวิตที่ ได้เป็นตัวแทนของ กฟผ. ในการทำจิตอาสาเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาก็ไม่ได้นิ่งเฉย เคยช่วยเหลือผู้สูญหายจากเหตุเรือล่มในเขื่อนภูมิพลมาแล้ว รวมไปถึงการค้นหาซากเครื่องบินตก และเหตุการณ์อื่นๆ อีกมากมาย นับเป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นความภาคภูมิใจของชาว กฟผ. ที่ได้มีนักประดาน้ำเก่งๆ อยู่ในองค์การ ต้องขอชื่นชมด้วยหัวใจและขอขอบคุณทุกๆ ฮีโร่ของเราสำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้