Home ประเด็นร้อน “MOU ตอกฝาโลง” โรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ !! : มนูญ ศิริวรรณ

“MOU ตอกฝาโลง” โรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ !! : มนูญ ศิริวรรณ

MOU: ตอกฝาโลงโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้

จากการที่รมว.พลังงาน ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงกับเครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเล กระบี่-เทพา เพื่อยุติกระบวนการการทำ EIA/EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหิน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นั้น

ถึงแม้ในบันทึกข้อตกลงที่เซ็นร่วมกัน จะไม่มีข้อใดที่ระบุว่าให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาก็ตาม แต่ในความหมายที่แท้จริง ถ้าดูตามเนื้อหาที่เขียนเอาไว้ นั่นก็คือการขุดหลุมฝังโครงการทั้งสองอย่างถาวรนั่นเอง

ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะตามบันทึกข้อตกลงข้อที่หนึ่งที่ระบุให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ต้องถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโรงไฟฟ้าทั้งสองออกจากสำนักงานนโยบายและแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใน 3 วัน โดยอ้างว่าเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในกระบวนการจัดทำรายงานฯนั้น

ในความเป็นจริงกระบวนการดังกล่าวได้ดำเนินการอย่างเปิดเผยตามระเบียบและขั้นตอนที่กำหนดโดยสผ.ผ่านบริษัทที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสผ. มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับผลกระทบในเวที ค.1 ค.2 และ ค.3 จนรายงานได้ผ่านความเห็นชอบของคณะผู้เชี่ยวชาญ (คชก.) เตรียมที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว แต่ก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่ (set zero) กันแบบนี้หลายครั้งแล้ว

โดยในส่วนของโรงไฟฟ้ากระบี่นั้น การจัดทำรายงานผลกระทบฯ (EHIA) นั้นต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม ส่วนโรงไฟฟ้าเทพาเป็นครั้งที่สอง และไม่มีใครรับประกันได้ว่า การจัดทำรายงานฯครั้งใหม่นี้จะไม่ถูกคัดค้านและคว่ำในยกสุดท้ายอีก ถ้าผลการศึกษายังไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มผู้คัดค้าน

ส่วนในข้อที่สองและข้อที่สามนั้น ก็เป็นที่ชัดเจนว่าจะทำให้กระบวนการจัดทำรายงานฯยืดเยื้อออกไป โดยมีการเรียกร้องให้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) เพิ่มเติม เพื่อศึกษาว่าพื้นที่จังหวัดกระบี่และอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา มีความเหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่

ซึ่งถึงแม้จะมีการกำหนดว่าให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 9 เดือนก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติก็เป็นไปได้ยากมาก เพราะการทำ SEA เป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ดำเนินการศึกษา มีระเบียบและวิธีการศึกษาอย่างไร

อีกทั้งผู้คัดค้านยังเรียกร้องให้ผู้จัดทำรายงานต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากทั้งสองฝ่าย เช่นเดียวกันกับการเรียกร้องให้ใช้คนกลางที่ยอมรับร่วมกันในการทำ EHIA ซึ่งจะยิ่งทำให้กระบวนการคัดเลือกผู้จัดทำรายงานล่าช้าออกไปอีก

เพราะแค่ประกาศรายชื่อคณะกรรมการกำกับการศึกษา SEA ออกมา ก็มีเสียงท้วงติงจากฝ่ายสนับสนุนโรงไฟฟ้าว่า มีแต่นักวิชาการที่มีความเห็นเอนเอียงไปทางฝ่ายคัดค้าน (เพราะมีการส่งรายชื่อให้ฝ่ายคัดค้านให้ความเห็นชอบก่อน) และยังมีปัญหาเรื่องขั้นตอน ตลอดจนกระบวนการศึกษาในประเด็นต่างๆ ซึ่งต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำทั้ง SEA/EHIA สำเร็จได้ในระยะเวลา 3 ปี อย่างที่คาดการกัน

แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดในบันทึกข้อตกลงนี้คือข้อที่สี่ ที่ระบุให้คดีความระหว่างกฟผ.และเครือข่ายเลิกแล้วต่อกัน ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการก้าวล่วงเข้าไปในกระบวนการยุติธรรม เพราะผมเห็นว่าไม่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถ้าทำผิดกฎหมาย ย่อมต้องไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์กันในศาล ไม่สมควรใช้กฎหมู่มากดดันฝ่ายบริหารให้สั่งยกเลิกคดีความที่มีต่อกัน เพราะนี่ไม่ใช่การปกครองที่ถูกต้องตามหลักนิติรัฐแต่อย่างใด

อย่าลืมว่ากฟผ.ไม่ใช่เอกชนที่ใครจะมาสั่งให้ยอมความกันได้ง่ายๆ แต่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ประชาชนเป็นเจ้าของ

ดังนั้น ถ้ามีผู้ใดหรือกลุ่มบุคคลใดก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเงินทอง โดยความจงใจจะใส่ร้ายหรือด้วยการบิดเบือนข้อมูลใดๆเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา

ถ้าจะยอมความก็ต้องไปทำกันในศาล โดยมีเอกสารการยอมความบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อป้องกันการกระทำผิดอีก

ส่วนกลุ่มผู้คัดค้าน ถ้าท่านมั่นใจในความบริสุทธิ์ของท่านก็ควรไปพิสูจน์ความจริงกันในศาล ประชาชนจะได้หายสงสัยว่าข้อมูลของท่านถูกต้องจริงหรือไม่

อย่าปากกล้า แต่ขาสั่นครับ !!!

มนูญ ศิริวรรณ
1 มี.ค. 2561

จากคอลัมน์ “พลังงานรอบทิศ” ในนสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 มี.ค. 2561