Home ความรู้เรื่องพลังงาน บทความเพื่อสังคม วิถีชุมชนเติบโตเข้มแข็งรอบเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี 

วิถีชุมชนเติบโตเข้มแข็งรอบเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี 

วิถีชุมชนเติบโตเข้มแข็งรอบเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี 

ช่วงนี้หากเดินทางไปภาคอีสาน จะพบว่ามีการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หลายจุดของโครงการบางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา มอเตอร์เวย์สายนี้นอกจากจะช่วยแบ่งเบาการจราจร ยังเป็นเส้นทางเชื่อมต่อประเทศในกลุ่มสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดจีนอีกด้วย ประมาณปลายปี 2562 ผู้ที่เดินทางไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะได้รับความสะดวกรวดเร็วขึ้น รวมทั้งมีแผนขยายถนนไปสู่พื้นที่อื่นๆ ในภาคอีสานด้วย ตรงนี้จึงเป็นโอกาสของคนท้องถิ่นที่จะพัฒนาธุรกิจในระดับชุมชน อาทิ ธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งกำลังขยายตัวจากเมืองหลักไปสู่เมืองรองและชุมชนในท้องถิ่นในที่สุด ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ

เหตุผลแรก เส้นทางคมนาคมที่ดีขึ้นส่งผลต่อการเดินทางสัญจรไปมาที่สะดวกและรวดเร็ว นำไปสู่การเข้าถึงระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น

เหตุผลที่สอง ทางด่วนไซเบอร์ หรือการเชื่อมต่อทางเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ จะช่วยเชื่อมโยงผู้ให้และผู้รับบริการได้สะดวกรวดเร็ว

เหตุผลที่สาม รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยให้หน่วยงานรัฐและเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งด้านการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นสินค้ารองรับนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 35 ล้านคน เป็นโอกาสของชาวภูธรที่จะมีส่วนส่งเสริมให้มีผู้ประกอบการชุมชนเพิ่มขึ้น

จากการลงพื้นที่สำรวจชุมชน ณ เขื่อนสิรินธร อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี พบว่าผู้นำชุมชนมีความเข้าใจในเรื่องการทำธุรกิจชุมชนดีขึ้นมาก

นายดรีม อรสา ผู้ใหญ่บ้านโนนหินกอง อำเภอสิรินธร หัวหน้ากลุ่มธุรกิจล่องแพ กล่าวว่า แรกทีเดียวเจ้าหน้าที่ กฟผ. เขื่อนสิรินธร ได้มาแนะให้ทำแพท่องเที่ยว ตอนนั้นเราต่อแพแค่ 2 ลำ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นถึง 100 ลำ ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโตเร็วมาจากถนนหนทางพัฒนาขึ้น เข้าถึงแหล่งชุมชนง่ายขึ้น ประกอบกับลูกค้าเก่าที่เคยใช้บริการได้นำเรื่องราวไปเผยแพร่ทางเว็บไซต์ต่างๆ ขณะที่ตัวชุมชนเองก็พยายามสร้างเว็บไซต์ของตัวเองด้วย การทำธุรกิจชุมชนในปัจจุบันเราสามารถทำเองได้เกือบทุกเรื่อง บริหารจัดการเอง ประชาสัมพันธ์เอง เช่น ช่วงเทศกาลลูกค้าหาแพไม่ได้ ผมก็ต้องไปค้นหาผู้ประกอบการแพเพื่อสนองความต้องของลูกค้า เหล่านี้เทคโนโลยีการสื่อสารปัจจุบันสามารถช่วยเราได้

สำหรับคำถามที่ว่าธุรกิจการล่องแพจะไปกันถึงไหน… 

นายดรีม เห็นว่า ทางปริมาณน่าจะใกล้อิ่มตัวแล้ว เพราะไม่มีที่สำหรับจอดแพ แต่การต่อยอดทางธุรกิจสามารถทำได้เรื่อยๆ เช่น เชื่อมโยงธุรกิจล่องแพไปกับชุมชนผู้ผลิตโอท็อป หรือ หมู่บ้านเกษตรพอเพียง นักท่องเที่ยวสามารถไปซื้อผักปลอดสารพิษ และยังได้ความรู้ในการทำเกษตรแบบชีววิถีด้วย สำหรับการทำธุรกิจล่องแพ ต่อไปจะเน้นสร้างความแตกต่างในการตอบสนองลูกค้าหลายๆ ประเภท อาทิ ลูกค้าที่ชอบความสนุกสนาน เราก็ต่อแพให้มีหอสะพานสำหรับกระโดดน้ำ หรือลูกค้าบางกลุ่มชอบสัมผัสธรรมชาติก็ต้องมีแพยาว ขนานหรือเรือลำเล็กๆ พ่วงติดไป สำหรับนั่งเล่น พายเล่น ในบริเวณต่างๆ ของอ่างเก็บน้ำ

“เราพยายามพัฒนาให้มาตรฐานสูงขึ้น ตอบสนองลูกค้าระดับบน เพื่อให้สร้างรายได้ให้กับชุมชนได้มากขึ้น เหมือนธุรกิจการล่องแพในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี หรือเขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เราอยากไปถึงจุดนั้น แต่ผู้ประกอบการชุมชนยังขาดเงินทุนและประสบการณ์ทางการตลาด เราคงต้องค่อยๆ เรียนรู้ และพัฒนาไปครับ” 

เห็นได้ว่าเราสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวของท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยวทางภูมิศาสตร์ที่น่าสนใจ ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ รวมกันเป็นเรื่องราว (Story) ให้เป็นจุดขายของท้องถิ่นได้

เกี่ยวกับการสนับสนุนชุมชน นายอาทิตย์ พรคุณา วิศวกรระดับ 9 เขื่อนสิรินธร กฟผ. กล่าวว่า ขณะนี้ กฟผ. ได้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางภูมิศาสตร์ในบริเวณเขื่อนสิรินธรเพิ่มขึ้น อาทิ ผากระโดด แก่งจอดเรือดำน้ำ (มีลักษณะคล้ายอู่ที่เรือดำน้ำไปจอด) ซึ่งเป็นที่สนใจของผู้ประกอบการแพที่มักนำนักท่องเที่ยวไปชม นอกจากนี้ยังพัฒนาแหล่งประวัติศาสตร์คือ แนวสนามเพาะที่ขุดเป็นสนามเพาะและแนววางทุนระเบิด (ขณะนี้ได้กู้ทุ่นระเบิดออกไปแล้ว) เพื่อสร้างเป็นป้อมราการป้องกันการรุกรานของกองกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์สมัยนั้น เป็นจุดเด่นที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นหลังและนักท่องเที่ยวได้ศึกษา

ดังนั้น การมาเที่ยวอำเภอสิรินธร จึงไม่ใช่เพียง 2-3 วันของการชมทัศนียภาพอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิรินธรเท่านั้น หากแต่เป็น
…2-3 วันแห่งการเรียนรู้ประสบการณ์ของชุมชน
…2-3 วันแห่งการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
…2-3 วันแห่งความสนุกสนาน ตื่นเต้น และเร้าใจ
… และ 2-3 วันแห่งความสุข

ณัฐกฤต ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา กลุ่มจิตอาสาเพื่อพัฒนา