Home ประเด็นร้อน มีโรงไฟฟ้าแล้ว ประชาชนได้อะไร ??

มีโรงไฟฟ้าแล้ว ประชาชนได้อะไร ??

Print

มีโรงไฟฟ้าแล้ว ประชาชนได้อะไร

Print

Not in my back yard พูดสั้นๆว่า NIMBY แปลเป็นสำนวนแบบไทยๆ ได้ว่า “มีไฟฟ้าก็ดี แต่อย่ามาสร้างบ้านฉัน” คงจะเป็นคำกล่าวที่หลายคนเคยได้ยินกันมาแล้ว นำมาสู่แนวความคิดที่ว่า หากมีโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นในพื้นที่ ชุมชนควรได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยเช่นกัน

เพราะแม้ว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะใช้เทคโนโลยีทันสมัย และมีมาตรการในการจัดการ ตรวจสอบเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ช่วยลดความวิตกกังกวลของชุมชนลงไปมากแล้วก็ตาม แต่ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เข้ามาจากการมีโครงการโรงไฟฟ้า ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต การคมนาคมสัญจร ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย ดังนั้น สิ่งที่จะมาชดเชย คือ การที่ท้องถิ่นจะได้รับพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ชุมชนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันนำมาซึ่งแนวคิดของการจัดตั้ง ‘กองทุนพัฒนาไฟฟ้า’ ขึ้นในปี 2554 หรือเมื่อ 10 ที่ผ่านมา

มีกองทุน ชุมชนได้อะไร

‘กองทุนพัฒนาไฟฟ้า’ หรือที่เรียกกันคุ้นปากว่า กองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้า ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของคระกรรมการกิจการพลังงาน(กกพ.) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในการพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า และกระจายความเจริญออกไปยังท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงช่วยบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าด้วย ทำให้กล่าวได้อย่างเต็มปากว่า ‘ที่ใดมีโรงไฟฟ้า ที่นั่นต้องมีความเจริญ เพราะที่นั่นมีกองทุนพัฒนาไฟฟ้า’

เงินมาจากไหน

เมื่อมีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ผู้ผลิตไฟฟ้าจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนนับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้า โดยแบ่งเป็น

1. ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง เจ้าของโรงไฟฟ้าจะเริ่มจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ ตามกำลังผลิตติดตั้งในอัตรา 50,000 บาท ต่อเมกะวัตต์ต่อปี หรือไม่ต่า กว่า 500,000 บาทต่อปี เช่น หากโรงไฟฟ้ามีกำลังการผลิต 1,000 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนในช่วงก่อสร้างปีละ 50 ล้านบาท

2. เมื่อโรงไฟฟ้าสร้างเสร็จ และเริ่มดำเนินการจ่ายไฟฟ้าแล้ว โรงไฟฟ้าจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนทุกเดือน โดยมีอัตราแตกต่างกันตามเชื้อเพลิง และจ่ายตามจำนวนหน่วยที่โรงไฟฟ้าผลิตได้จริง

20170714-ART01-04

ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

กกพ. ได้กำหนดนโยบายในการบริหารกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในพื้นที่ประกาศ โดยมีหลักการในการบริหารเงินกองทุน 6 ประการ ที่สำคัญๆ คือ จะต้องมีความโปร่งใส บริหารจัดการตามหลักธรรมมาภิบาล และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยสามารถเสนอโครงการต่อ กกพ. ได้อย่างหลากหลาย เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว การสมทบงบประมาณปรับปรุงสาธารณประโยชน์ต่างๆ การพัฒนาศักยภาพคุณภาพชีวิต ด้านการศึกษา สาธารณสุข อาชีพ การบูรณะศาสนสถาน ฯลฯ ที่สำคัญ จะต้องจัดสรรงบประมาณในการชดเชย เยียวยา ทั้งด้านสุขภาพ อาชีพ และสิ่งแวดล้อม หากมีผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า

ใครเป็นผู้ตัดสินใจ

การดูแลจัดการกองทุน จะบริหารโดยคณะกรรมการพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า (คพรฟ.) ซึ่งต้องมาจากตัวแทนของภาคประชาชนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของคณะกรรมการทั้งหมด หรืออาจกล่าวง่ายๆ ว่า ผู้ที่ดูแลบริหารกองทุน ‘ประชาชนคนในพื้นที่’ มีบทบาทในการดูแลด้วยตัวเอง ทั้งการสำรวจความคิดเห็น การจัดทำแผนงานเพื่อขอเสนอโครงการต่างๆ

ที่ผ่านมา มีปัญหาไหม?

กระนั้นก็ตาม บางครั้งก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เช่น การใช้เงินกองทุนในโครงการที่ไม่เหมาะสม หรือขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนเท่าที่ควร ทาง กกพ. ก็จะเข้าไปติดตามปัญหา และให้คำแนะนำต่อคณะกรรมการพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า เพื่อปรับปรุงแนวทางการใช้เงินกองทุนตามวัตถุประสงค์ของกองทุนต่อไป

อนาคตของกองทุนฯ ชุมชนต้องเข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของกองทุนเป็นสิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในชุมชนเอง เพราะ สิ่งที่สำคัญที่สุดของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงการมี “เม็ดเงิน” และ โครงการดีๆ เท่านั้น การมีส่วนร่วมของชุมชนทุกคน จะช่วยให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งมีคนในพื้นที่เป็นผู้ดูแล และจัดการเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพื่อชุมชนของตนเองให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เสียงจากชุมชน

20170714-ART01-05

คุณมนัส ลิ้มประเสริฐ รองประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลน

ตัวอย่างโครงการของกองทุนโรงไฟฟ้าต่างๆ ในปี 2559

กองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ได้รับอนุมัติงบประมาณ จำนวน 419.92 ล้านบาท นำเงินต่างๆ ไปใช้ในโครงการต่างๆ เช่น

o โครงการทุนการศึกษาแม่เมาะ 12, ล้านบาท

o โครงการชุมชนการประปาขุดเจาะบาดาลและวางท่อน้ำหมู่บ้านบ้านเวียงสวรรค์ 6 ล้านบาท

o โครงการกองทุนสวัสดิการสังคมอำเภอแม่เมาะ 7.65 ล้านบาท

o โครงการห้องเรียนอัจฉริยะ 9 ล้านบาท

กองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 269.31 ล้านบาท โดยมีการนำเงินต่างๆ ไปใช้ในโครงการต่างๆ เช่น

o โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง 6 ล้านบาท

o โครงการจัดซื้อรถพยาบาล 2 ล้านบาท หรือก่อนหน้านี้ กองทุนได้ใช้ไปในการสนับสนุนโรงพยาบาลวังน้อย จำนวน 20 ล้านบาท

กองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา 111.40 ล้านบาท โดยมีการนำเงินต่างๆ ไปใช้ในโครงการต่างๆ เช่น

o โครงการจัดหาครูภาษาอังกฤษเสริมทักษะฟังและพูดภาษาอังกฤษ 5.4 ล้านบาท

o โครงการก่อสร้างถนน สายบางผึ้ง-เกาะลอย 5.2 ล้านบาท

o โครงการตรวจสุขภาพเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันสุขภาพประชาชน 3 ล้านบาท หรือก่อนหน้านี้ กองทุนได้ใช้ไปในการสนับสนุนโรงพยาบาลบางปะกง จำนวน 11.6 ล้านบาท

20170714-ART01-06

การส่งเงินเข้ากองทุนของโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ของ กฟผ. ทั่วประเทศ ในปี 2559

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://pdf.erc.or.th/eFundPortalV2/

Leave a Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *