Home ความรู้เรื่องพลังงาน “ค่าความพร้อมจ่าย” ไม่เป็นธรรมจริงหรือ ??

“ค่าความพร้อมจ่าย” ไม่เป็นธรรมจริงหรือ ??

ระบบประกันการลงทุนต้องเสียเงินให้กับโรงไฟฟ้าที่หยุดหรือผลิตน้อยลงในรูปค่าความพร้อมจ่าย

จริงๆจะเป็น power pool หรือระบบเสรีใดก็ต้องจ่ายนะ เพราะไม่มีใครสร้างโรงไฟฟ้ามารอผลิตให้ฟรีๆหรอก ต้องการใช้ของเขาเมื่อไรก็โขกเอาโขกเอา ทำให้ราคามันแพงมากไงในบางเวลา บางประเทศ เขาเลยต้องเปิดให้มีิ Capacity Market หลายที่เลยนะ เหมือนๆค่าความพร้อมจ่ายน่ะแหละ เพราะกลัวมีคนปั่นราคาเวลาต้องการไง ทั้งในอเมริกาและยุโรปที่ชอบยกมาน่ะ มีหลายที่เลยนะ

ตราบใดที่พลังงานทดแทนไม่เสถียรต้องพึ่งพาระบบหลักบางช่วงเวลาเช่น solar หรือ ลม พวกนี้หายเมื่อไรก็เป็นโอกาสให้โขกราคา แล้วมันไม่ใช่แค่บางเวลานะ เวลาไหน วันไหน เดือนไหน ปีไหน มีโอกาสต้องฟันก่อน รอไปไม่รู้อนาคต ต่างจากเมืองไทยเราจ่ายค่าความพร้อมจ่ายในเวลาแน่นอนตามอายุโรงไฟฟ้า ได้ทุนกับกำไรไปตามสมควรถ้าดูแลให้โรงไฟฟ้าพร้อมผลิตไฟ ใช้งานเมื่อไรค่อยจ่ายค่าเชื้อเพลิง

ในขณะที่บางประเทศหนักกว่านั้น กลัวโรงไฟฟ้าแบบเดิมๆจะโบกมือลาทำไฟดับแบบออสเตรเลียใต้ ก็จำเป็นต้องอุดหนุน Subsidy โรงไฟฟ้าหลัก เช่นถ่านหิน ในรูปภาษีเหมือนการอุดหนุนพลังงานทดแทนน่ะแหละ

เพราะมันเป็นต้นทุนที่มีอยู่จริง เลยทำให้ค่าไฟฟ้าทั้งระบบสูงขึ้น เพราะการนำพลังงานทดแทนเข้ามาและอุดหนุนกันมันจึงเป็นการลงทุนซ้ำซ้อน

พูดง่ายๆ ไม่มีพลังงานทดแทนเข้ามาในระบบ ไฟฟ้าของแต่ละประเทศ ก็มีกำลังสำรองพอเพียงที่จะทำให้ไฟฟ้ามั่นคง และราคาสมเหตุผล resonable price แต่พอเอาพลังงานทดแทนเข้ามาทำให้ระบบไม่มั่นคง เพราะพลังงานทดแทนไม่เสถียร ทำให้กำลังสำรองต้องมากขึ้นกว่าเดิมรองรับความเสี่ยงจากความไม่เสถียรและเป็นการลงทุนซ้ำซ้อน ทำให้ต้นทุนทั้งระบบแพงขึ้นค่าไฟฟ้าก็แพงขึ้นๆๆๆๆ

แถมข้อมูลให้อีกนิด !! ตามข้อมูลของ EU พบว่าประเทศในกลุ่ม EU จ่ายเงินสนับสนุนพลังงานทดแทน ชนิดต่างๆรวมกันคิดเป็นเงินดังนี้
1) Solar 15,000 ล้านยูโร
2) พลังงานลม (On shore and Offshore) 11,000 ล้านยูโร
3) ชีวมวล 8,000 ล้านยูโร

รูปแบบการจัดการของ System Operator เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง รองรับการเข้ามาของพลังงานทดแทนในเยอรมนี ได้แก่

ก) Redispatching (ล่วงหน้ารายวัน สำหรับโรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดกำลังผลิตมากกว่า 50 เมกะวัตต์)
จากการเก็บข้อมูลในปี 2016 พบว่า พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต้องถูก redispatch ประมาณ 11,475 ล้านหน่วย หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งปี รวมเป็นจำนวนวันเท่ากับ 329 วัน และคิดเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายชดเชยให้กับผู้ผลิตไฟฟ้า 220 ล้านยูโร หรือประมาณ 8,800 ล้านบาท

ข) Feed-in Management
มาตรการนี้ ผู้ดูแลระบบจะตัดไม่ให้ระบบรับไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทน (Curtailment of energy fed into the grid from renewable energy) และจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าแทน โดยในปี 2016 ที่ผ่านมาพบว่า มีการตัดไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนไม่ให้เข้าสู่ระบบจำนวน 3,743 ล้านหน่วย และจ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวน 643 ล้านยูโร หรือประมาณ 25,720 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะถูกผลักให้เป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้า จะเห็นได้ว่า เฉพาะในปี 2016 ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องแบกรับภาระในการจัดการระบบเนื่องจากการเข้ามาของพลังงานทดแทนสูงถึง 34,520 ล้านบาท