Home ความรู้เรื่องพลังงาน บทความเรื่องพลังงาน นโยบายพลังงานชาติไทย..ไปถึงไหนแล้ว ?

นโยบายพลังงานชาติไทย..ไปถึงไหนแล้ว ?

นโยบายพลังงานชาติไทย…ไปถึงไหนแล้ว ?

ชื่นชม นายปิเตอร์ ชิน (Mr. Peter Chin Fah Kui) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานมาเลเซีย ครั้งหนึ่ง เขาเคยกล่าวไว้ว่า “ในอนาคตข้างหน้าไม่มีเชื้อเพลิงพลังงานที่โดดเด่นอีกแล้ว เราจึงต้องเปิดโอกาสให้ใช้เชื้อเพลิงที่หลากหลาย เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงทั้งด้านการจัดหาและต้นทุนของเชื้อเพลิงพลังงาน” ที่ต้องชื่นชมกัน เพราะวิสัยทัศน์เขา ชัดเจน (Clear) สะอาด (Clean) และง่ายต่อการทำความเข้าใจ (Pros)

Malaysia's Plantation Industries and Commodities Minister Peter Chin speaks to Reuters at his office in Putrajaya February 12, 2008. REUTERS/Bazuki Muhammad (MALAYSIA)
Malaysia’s Plantation Industries and Commodities Minister Peter Chin speaks to Reuters at his office in Putrajaya February 12, 2008. REUTERS/Bazuki Muhammad (MALAYSIA)

ชัดเจน ก็คือ แนวคิดมีความสมเหตุสมผล มีตรรกะที่มั่นคง และมีความเป็นสากลที่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคทั่วโลกต่างก็ใช้แนวทางนี้

สะอาด ก็คือ ตรงไปตรงมา ไม่มีนัยยะอื่น นอกจากเหตุผลที่ถูกต้องที่มีต่อนโยบายพลังงาน

ง่าย ก็คือ เขาสื่อสารด้วยเพียง “วลีเดียว” คนในประเทศเข้าใจหมด และมีทิศทางที่สอดคล้องในแนวทางเดียวกันหมด

ปัจจุบันนี้กล่าวได้ว่า นโยบายพลังงานชาติของมาเลเซียมีความมั่นคงมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และยังคงมั่นคงแบบนี้ต่อไปอีกอย่างน้อย 20 – 30 ปี

มาเลเซีย เพื่อนบ้านเราจะมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติใช้อย่างน้อยที่สุดอีก 30 ปีขึ้นไป เดิมทีเดียวก็พึ่งโครงสร้างก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่เช่นเดียวกับบ้านเรา ต่อมาเกิดปัญหาไฟฟ้าดับในแต่ละภูมิภาคของประเทศ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2535 – 2548  เกิด Blackout 3 – 4 ครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งสาเหตุเกิดจากระบบส่งก๊าซเข้าโรงไฟฟ้าได้รับความเสียหาย ส่งผลทำให้ภูมิภาคทางตอนเหนือไฟดับ รัฐบาลสั่งปรับโครงสร้างทันทีจากที่เคยพึ่งก๊าซธรรรมชาติประมาณร้อยละกว่า 60 ปรับเปลี่ยนมานำเข้าถ่านหินเข้ามาแบ่งสัดส่วนในการผลิตพลังงานไฟฟ้าแทน

อุปกรณ์สำหรับการเตรียมเชื้อเพลิงถ่านหิน สำหรับโรงไฟฟ้า
อุปกรณ์สำหรับการเตรียมเชื้อเพลิงถ่านหิน สำหรับโรงไฟฟ้า

ในปี พ.ศ. 2555 มาเลเซียผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 52.16 และถ่านหินร้อยละ 39.51

เห็นได้ชัดเชื้อเพลิงหลัก 2 ชนิดที่ยังคงยืนพื้นอยู่ คือ ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ที่มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน มาเลเซียไม่มีแหล่งถ่านหินเป็นของตัวเองเหมือนอย่างประเทศไทย ต้องนำเข้าถ่านหินมาผลิตพลังงานไฟฟ้า มาเลเซียใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้าในระดับเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และสงวนก๊าซธรรมชาติอีกจำนวนหนึ่งเอาไว้ส่งออกในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ในราคาสูงเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ แล้วนำรายได้จากการส่งออกก๊าซ LNG นั้นไปนำเข้าถ่านหินซึ่งมีราคาถูกกว่ามาผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซธรรมชาติ เพราะฉะนั้นราคาปิโตรเลียมจะขึ้นหรือลง มาเลเซียไม่เดือดร้อน ยามราคาลงก็เก็บเอาไว้ ไปใช้เชื้อเพลิงตัวอื่น หรือยามราคาขึ้นก็นำออกขาย เช่นราคาน้ำมันเริ่มขยับตัวขึ้นในขณะนี้ มาเลเซียเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดในภาคีอาเซียนด้วยกัน

ผลจากการดำเนินนโยบายพลังงานที่ชาญฉลาด ทำให้มาเลเซียได้ประโยชน์ดังนี้

  1. มีรายได้จากการขายก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้น แทนที่เอามาเผาทำเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
  2. นำรายได้บางส่วนมานำเข้าถ่านหินที่มีราคาถูกกว่ามาผลิตไฟฟ้า ทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของมาเลเซียถูกลง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของมาเลเซีย
  3. สร้างความมั่นคงให้กับระบบเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าของมาเลเซีย โดยมีการกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงออกไป ไม่พึ่งเชื้อเพลิงตัวใดตัวหนึ่งมากจนเกินไป

ลานกองถ่านหินแบบเปิด โรงไฟฟ้าจิมาห์

มาดูโครงสร้างพลังงานไทยบ้าง

ร้อยละ 60 เราใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย รวมทั้งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียอีกเกือบร้อยละ 40 นำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา โดยรวมแล้วประมาณเกือบจะร้อยละ 70 ของสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ จากทั้ง 2 แหล่งนี้มาเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ปัญหาอยู่ที่เราไปพึ่งพาโครงสร้างการใช้ก๊าซธรรมชาติในกิจกรรมเพื่อการการผลิตพลังงานไฟฟ้ามากเกินไป ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนของวิกฤตพลังงานเห็นจะได้แก่กรณีปัญหาขัดข้องจากแหล่งก๊าซธรรมชาติของไทยเรา นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบัน มีปัญหาเกิดขึ้นมาร่วมกว่า 10 ครั้งแล้ว บางครั้งเกิดจากระบบส่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย บ้างก็เกิดในแหล่งก๊าซธรรมชาติของเมียนมา บางครั้งเกิดขึ้นทั้งสองแหล่งพร้อม ๆ กัน ปัญหาอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นซ้ำกันบ่อย ๆ แก้ไม่ตกเสียที เขาเรียกว่า เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะต้องรีบแก้ไขโดยด่วน หากปล่อยไว้นาน ๆ ก็จะมีอาการเรื้อรัง แก้ไขได้ยากขึ้น ต้นทุนสะสมของตัวปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหาจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นการชะลอปัญหาจึงไม่ใช่แนวทางในการแก้ไขปัญหา รังแต่จะสะสมปัญหาให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เพราะโครงสร้างใดก็ตามที่ถูกส่งเสริม ก็จะมีส่วนผลักดันให้โครงสร้างนั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง  จนยากที่จะเปิดโอกาสให้โครงสร้างอื่น ๆ เข้ามาแทรกได้ เพราะฉะนั้นปัญหาในเชิงโครงสร้างยิ่งปล่อยเอาไว้นานก็ยิ่งแก้ไขได้ยาก

IMG_0485

มาเลเซียพบเหตุวิกฤตก๊าซธรรรมชาติเพียงครั้งเดียว เขาปรับโครงสร้างทันที ก็ไม่ทราบว่าประเทศไทยจะต้องคอยให้เกิดปัญหาขึ้นอีกสักกี่ครั้ง ถึงจะตระหนักกัน แต่ละประเทศมีพื้นฐานของปัญหาแตกต่างกันออกไป มีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกัน มีความยากง่ายในการบริหารจัดการที่ไม่เหมือนกัน  ประชาชนก็มีความรู้ ความคิด ความเข้าใจ และความพร้อมในการแก้ไขปัญหาไม่เท่ากัน ถ้าเรายังอยู่ในสังคมโลก เราต้องปรับตัวให้แข่งขันกับคนอื่นให้ได้ ก็เพียงแต่คาดหวังว่า คนไทยคงระลึกรู้ว่าวันนี้เรายืนอยู่ตรงจุดไหน เพื่อนบ้านเราเขาอยู่ตรงจุดไหน  และมีความพยายามเดินให้ทัน  อย่าให้เขาทิ้งห่างเราจนเกินไป

ณัฐกฤต  ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา : กลุ่มสื่อสารพลังงานไทย

 

 

 

Leave a Reply

ใส่ความเห็น