Home ประเด็นร้อน ชาวเทพา “หนุนสร้างโรงไฟฟ้า” ด้านนักวิชาการออกโรงต้าน NGO ร้องนายกฯ ตัดสินใจเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย

ชาวเทพา “หนุนสร้างโรงไฟฟ้า” ด้านนักวิชาการออกโรงต้าน NGO ร้องนายกฯ ตัดสินใจเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย

thepengo

ชาวเทพารวมพลัง 3,000 คน หนุนสร้างโรงไฟฟ้า ด้านนักวิชาการ ออกโรงต้าน NGO เรียกร้องนายกฯ ตัดสินใจเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของคนไทย

วันที่ 21 ธันวาคม 2560 เครือข่ายคนเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยกำนัน องค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 7 ตำบล ใน อ.เทพา จ.สงขลา และเครือข่ายภาคประชาชน 66 องค์กร รวมสมาชิกกว่า 5 หมื่นคน ได้รวมตัวกันประมาณ 3,000 คน นำโดย นายหลี สาเมาะ ประธานเครือข่ายฯ ยื่นหนังสือพร้อมเขียนความในใจของชาวเทพาลงบนป้ายผ้า มอบต่อนายสนอง จันทร์รักษ์ นายอำเภอเทพา เพื่อส่งต่อไปให้ถึงนายกรัฐมนตรี แสดงจุดยืนสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าเทพา

ในวันเดียวกันนี้ ชมรมนักวิชาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน นำโดย รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เสนอให้รัฐบาลตัดสินใจเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ โดยยึดบริบทของสังคมไทยเป็นสำคัญ และตัดสินใจบนความอิสระ ไม่คำนึงกระแสการเคลื่อนไหวกดดันของกลุ่ม NGO บางกลุ่มที่มุ่งต่อต้านการพัฒนาประเทศ

AUU_9144

นายหลี สาเมาะ ประธานเครือข่ายคนเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ชาวเทพาได้รับฟังทั้งข้อดี ข้อเสีย และแนวทางแก้ไขผลกระทบต่างๆ จนเป็นที่พอใจในระดับหนึ่ง และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา เครือข่ายได้ประชุมและมีมติร่วมกันอีกครั้งว่า จะสนับสนุนให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในอำเภอเทพา ดังนั้น ในวันนี้ จึงมารวมพลังเพื่อยืนยันต่อสังคม และมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้

AUU_9105

ข้อแรก ให้รัฐบาลฟังเสียงชาวเทพา เพราะเราเป็นผู้อยู่ในพื้นที่ และ กฟผ. ที่เป็นเจ้าของโครงการ ต้องให้คำมั่นเป็นสัญญาประชาคมว่าจะสนับสนุนการพัฒนาอำเภอเทพาในด้านต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่จะต้องโยกย้าย ต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม รวมทั้งศาสนสถานต่างๆ ต้องไม่ได้รับการกระทบกระเทือน หากจะมีการย้ายโรงเรียนปอเนาะ ต้องจัดพื้นที่ดีกว่าเดิมให้ เพื่อที่ลูกหลานของชาวเทพาจะได้เล่าเรียนทั้งด้านศาสนา และวิชาการอย่างมีคุณภาพ สืบทอดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันดีงาม

ข้อที่ 2 ขอเรียกร้องให้กลุ่ม NGO นอกพื้นที่ เคารพสิทธิของชาวเทพา ยุติการบิดเบือน ให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงแก่สังคม เช่น การบอกว่า ชาวประมงออกไปหาปลาไม่กี่ชั่วโมงก็ขายได้เงินเป็นพันๆ ซึ่งไม่เป็นความจริง คนเทพารู้ดีว่า การทำประมงไม่ได้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างที่กล่าวอ้าง จึงขอให้กลุ่มผู้ไม่หวังดี ยุติสร้างความขัดแย้งในพื้นที่ เพราะคนเทพาที่แท้จริงมีความเป็นหนึ่งเดียว คือทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชาวเทพา

ข้อที่ 3 ขอให้รัฐบาลตัดสินใจเรื่องโรงไฟฟ้าเทพาโดยเร็ว ภายใน 45 วัน โดยฟังเสียงอันแท้จริงของคนเทพา เพราะชาวเทพารอมา 4 ปี แล้ว เราพร้อมจะเดินหน้าทุกทางเพื่อขอคำตอบจากรัฐบาลต่อไป การแสดงพลังของคนเทพาในวันนี้ เพื่อบอกว่า บ้านของเรา เราดูแลกันเองได้ เราอยากเห็นบ้านเกิดของเราพัฒนา ลูกหลานไม่ต้องไปทำมาหากินที่อื่น และจะพัฒนาเทพาเป็นประตูเชื่อมความเจริญไปสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้อำเภอเทพา เป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นเมืองพัก ที่ไม่ใช่เมืองผ่าน อีกต่อไป

“ผมขอให้เสียงของพวกเรา ชาวอำเภอเทพา นับพันคนที่มาชุมนุมในวันนี้ เป็นเสียงที่ดังไปถึงรัฐบาล ดังไปถึงรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ดังไปถึงคนไทยทั้งประเทศว่า ชาวเทพาต้องการการพัฒนา เราจะเดินหน้า เพื่อขอคำตอบจากรัฐบาลภายในเวลา 45 วัน และเราจะไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยอีกต่อไป”

เวทียื่นหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา – สงขลา

ทางด้าน รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ ประธานชมรมนักวิชาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบไปด้วยคณาจารย์และนักวิชาการจากหลายสาขากว่า 40 คน กล่าวว่า NGO บางกลุ่ม ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการพัฒนาของรัฐ โดยใช้ข้อมูลที่ไม่ได้มีพื้นฐานทางวิชาการ มีการบิดเบือนข้อมูลหรือการนำเสนอข้อมูลด้านเดียว และไม่คำนึงถึงบริบทการพัฒนาของประเทศ ทำให้สังคมเกิดการเข้าใจผิด ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เช่น การคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดในภาคใต้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาพลังงานเพื่อความมั่นคง ค่าไฟฟ้า และศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

IMG_5627

ชมรมนักวิชาการฯ ขอยืนยันว่า การพัฒนาพลังงานของแต่ละประเทศมีบริบทที่แตกต่างกัน ไม่สามารถลอกโจทย์ของต่างประเทศมาได้ทั้งหมด เราต้องนำโจทย์ต่างๆ มาปรับใช้ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ปัจจุบันมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละ 3-5% แต่กลับมีโรงไฟฟ้าที่พึ่งพาได้อย่างมั่นคง (Firm) ประมาณ 2,700 เมกะวัตต์ ซึ่งเกือบจะเท่ากับความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่ 2,600 เมกะวัตต์

IMG_5638

เมื่อดูรายละเอียดกำลังผลิตในภาคใต้ยังพบว่า โรงไฟฟ้ากระบี่ใช้น้ำมันเตา และโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานีใช้น้ำมันดีเซล ทำให้มีต้นทุนสูง จึงจัดให้เป็นโรงไฟฟ้าสำรองเดินเครื่องเฉพาะกรณีจำเป็น ดังนั้น กำลังผลิตแบบ Firm จึงมีเพียงโรงไฟฟ้าขนอม โรงไฟฟ้าจะนะ และโรงไฟฟ้าชีวมวล (เศษไม้ ทะลายปาล์ม) รวมกำลังผลิตประมาณ 2,400 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ ยังมีการบริหารจัดการด้านราคาค่าไฟฟ้าเพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีต้นทุนต่ำ จึงมีการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปภาคใต้ทุกวัน 200 – 600 เมกะวัตต์ ข้อมูลในปี 2559 ภาคกลางส่งพลังงานไฟฟ้าสุทธิไปภาคใต้เฉลี่ยวันละ 2 ล้านหน่วย และปีนี้การส่งพลังงานสุทธิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 3 ล้านหน่วย ในอนาคตจึงต้องมีกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าในพื้นที่เพิ่มเติม

1311

สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนควรส่งเสริมให้เป็นโรงไฟฟ้าเสริม เพราะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประกอบกับการที่รัฐสนับสนุนค่าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนผ่านค่า Feed in Tariff (FiT) หรือ Adder ส่งผลให้ค่าไฟฟ้ามีราคาสูงขึ้น นอกจากจะทำให้ประชาชนแบกรับค่าไฟฟ้าแล้ว จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านได้

“ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความจำเป็นของโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ และมีความกล้าหาญที่จะใช้อำนาจที่ท่านมี ตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าเพื่ออนาคตของประเทศ ประชาชนจะได้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอในราคาเป็นธรรม จนนำพาประเทศให้เจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยชมรมนักวิชาการฯ ขอเป็นกระบอกเสียงในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน ให้สังคมรับรู้ และนำไปสู่การพัฒนาประเทศต่อไป”

Leave a Reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *