Home PR News บิ๊กฉัตร” ลงพื้นที่เขื่อนอุบลรัตน์ เตรียมแผนรับมือหลังประเมินน้ำน้อยใกล้เคียงปี’58

บิ๊กฉัตร” ลงพื้นที่เขื่อนอุบลรัตน์ เตรียมแผนรับมือหลังประเมินน้ำน้อยใกล้เคียงปี’58

บิ๊กฉัตร” ลงพื้นที่เขื่อนอุบลรัตน์ เตรียมแผนรับมือหลังประเมินน้ำน้อยใกล้เคียงปี’58

วันนี้ (9 ต.ค. 61) พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ และประชุมหารือร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในปี 2561/62 ล่วงหน้าก่อนประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ณ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำในเขื่อน ณ วันที่ 9 ต.ค. 61 จำนวน 868.89 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 35.74 มากกว่าปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนน้อยเพียง 28 % ซึ่งในเบื้องต้นการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง โดยความต้องการใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/62 (พ.ย. 61 – เม.ย. 62) รวม 446 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็น น้ำอุปโภคบริโภค 123 ล้าน ลบ.ม., น้ำรักษาระบบนิเวศ 37 ล้าน ลบ.ม., น้ำเพื่ออุตสาหกรรม 20 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงการระเหยหรือรั่วซึมอีก 266 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคาดว่าจะไม่มีน้ำเพียงพอที่จะสนับสนุนภาคการเกษตร


ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การ ณ วันที่ 1 พ.ย. 61 ซึ่งถือว่าสิ้นฤดูฝน คาดว่าจะมีน้ำใช้การได้ 350 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น ในฤดูแล้งนี้อาจจะต้องใช้น้ำจาก Dead Storage 96 ล้าน ลบ.ม.ดังนั้น ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ ทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยการแก้ปัญหาระยะสั้น ต้องเร่งระดมการปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำ วางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภค น้ำรักษาระบบนิเวศ น้ำเพื่อการเกษตรต่อเนื่อง และต้องแจ้งเตือนเกษตรกรล่วงหน้า และส่งเสริมอาชีพอื่นๆ ทดแทนรายได้ เพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อย่าให้เกษตรกรลงทุนเสียเปล่า ต้องเตรียมการช่วยเหลือในทุกวิถีทาง


ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะกลางในปี 2562 จะต้องมีการปรับเกณฑ์เก็บกักน้ำ (Rule Curve) ให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับสภาพอากาศในแต่ละปี ขณะที่แผนระยะยาวจะต้องวางแผนปรับเพิ่มความจุเขื่อนอุบลรัตน์ และ เพิ่มการผันน้ำจากแม่น้ำโขงมาเขื่อนอุบลรัตน์ ผ่านโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ซึ่งอยู่ในแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำอยู่แล้วโดยทุกหน่วยต้องเตรียมแผนงาน มาตรการรองรับและบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผ่านวิกฤตไปได้


อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดความเสียหายในช่วงฤดูแล้งของปี 2561 ต่อ 2562 จนกว่าฝนใหม่จะมา เขื่อนอุบลรัตน์ได้ประเมินสถานการณ์และวางแผนปรับลดการระบายน้ำลง พร้อมกันนี้กรมชลประทานเองก็จะนำแนวทางการรับมือกับภัยแล้งในปี 2559 มาใช้ ซึ่งคาดว่าน้ำจะใช้การหมดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และใช้น้ำที่ต่ำกว่า dead storage ในช่วงกลางตุลาคมนี้ และจะระดมความร่วมมือของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น โดยประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ประมง ปศุสัตว์ เกษตร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดมาตรการงดนาปรัง ลดการเลี้ยงปลากระชัง เฝ้าระวังคุณภาพน้ำพอง กำจัดผักชวาที่ขวางทางระบายน้ำ รวมถึงร่วมกันบริหารจัดการน้ำโดยใช้น้ำท่าธรรมชาติเป็นหลัก