Home เรื่องน่าสนใจ รัฐเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า เสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ

รัฐเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า เสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ

จากถ้อยแถลงของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 เพื่อให้เห็นภาพรวมของการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งในส่วนของนโยบายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย นั้น มีเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับหน่วยงานด้านพลังงานรวมถึง กฟผ. ดังนี้

การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยกระจายชนิดของเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ทั้งจากเชื้อเพลิงฟอลซิลและพลังงานทดแทนให้เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยสนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนตามศักยภาพของแหล่งเชื้อเพลิงในพื้นที่ และเปิดโอกาสให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตและบริหารจัดการพลังงาน ส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 และ B100 เพื่อเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบ และจัดทำแนวทางการใช้มาตรฐาน EURO5 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน อาทิ เทคโนโลยีระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดโครงสร้างตลาดไฟฟ้ารูปแบบใหม่ อาทิ แพลตฟอร์มตลาดกลางซื้อขายพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้ารูปแบบใหม่ เช่น ระบบหักลบหน่วยไฟฟ้าสุทธิ เป็นต้น พร้อมทั้งปรับปรุงระบบการกำกับดูแลกิจการด้านพลังงานเพื่อให้มี การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม อันจะส่งผลให้ราคาพลังงาน/ไฟฟ้า สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจด้านพลังงานในอนาคต ดำเนินการให้มีการสำรวจและค้นหาแหล่งพลังงานใหม่ และร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาพลังงาน

ล่าสุด กระทรวงพลังงาน มีนโยบายสนับสนุนโรงไฟฟ้าชุมชน โดยมีการตั้งทีมคณะทำงานเพื่อศึกษาข้อมูลในแต่ละพื้นที่ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า มีพื้นที่มีศักยภาพสามารถดำเนินการได้ประมาณ 1,000 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งแนวทางการดำเนินการจะเป็นการร่วมทุนระหว่างเอกชนและชุมชน มูลค่าการลงทุนประมาณ 1 – 2 แสนล้านบาท โดยจะเป็นลักษณะของโรงไฟฟ้าขนาดเล็กกำลังการผลิตไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ เป็นรูปแบบผสมผสานเชื้อเพลิง (ไฮบริด) ระหว่างเชื้อเพลิงในท้องถิ่น เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ขยะ ร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อช่วยให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำและลดภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าในอนาคต ทั้งนี้ จะมีการพิจารณาดำเนินการในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้าหรือสายส่งไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เช่น เกาะ หรือพื้นที่ปลายสายส่ง เป็นต้น

ยกระดับโครงข่ายระบบไฟฟ้าและพลังงานให้มีความทันสมัย ทั่วถึง เพียงพอ มั่นคง และมีเสถียรภาพ โดยจัดทำแผนการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะทั้งระบบให้สามารถรองรับเทคโนโลยีด้านพลังงานสมัยใหม่ในอนาคต มุ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายภายในประเทศให้เชื่อมต่อระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก ตะวันออก เหนือ และใต้ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการระบบไฟฟ้าและพลังงานระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างมั่นคง และมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในภาคการผลิต

จากนโยบายดังกล่าว ทำให้ต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านระบบกักเก็บพลังงาน ที่จะนำไปสู่การกักเก็บพลังงาน หรือแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงพลังงานทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนา สำหรับในส่วนของระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ รองรับเทรนด์เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้ายุคใหม่ที่ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการซื้อไฟฟ้าใช้เพียงอย่างเดียวเช่นในอดีต มาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) และนำไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากการใช้เข้าสู่ระบบ นั้น ที่ผ่านมา 3 การไฟฟ้า ได้แก่ กฟผ. พร้อมด้วยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ยังร่วมกันศึกษาและเตรียมดำเนินการรองรับในเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการพลังงานในอนาคต มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงาน ที่จะทำให้เกิดโอกาสต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย ขณะที่ประโยชน์สูงสุดจะตกที่ประชาชนที่จะได้ใช้พลังงานที่ถูกลง