Home เรื่องน่าสนใจ ปลูกป่าสร้างชีวิต ปลูกใจคนให้ร่วมดูแลป่า คน พึ่ง(ผึ้ง) ป่า สู่ความยั่งยืน ที่น่าน

ปลูกป่าสร้างชีวิต ปลูกใจคนให้ร่วมดูแลป่า คน พึ่ง(ผึ้ง) ป่า สู่ความยั่งยืน ที่น่าน

นับจากวันที่เริ่มปลูกต้นกล้าแรก จวบจนวันนี้ ผืนป่าน่านอุดมสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับ กฟผ. ในฐานะผู้มีส่วนร่วมปลูกป่าให้จังหวัดน่านกว่าแสนไร่ ในวันนี้นอกจากจะปลูกป่าแล้ว ยังสร้างสรรค์โครงการใหม่เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการปลูกป่าสร้างชีวิตสู่การปลูกใจคนให้รักและหวงแหนพร้อมดูแลรักษาป่าด้วยตัวของเขาเอง เพราะเมื่อมีป่า ก็จะมีน้ำ มีอาหาร และอื่น ๆ ที่ได้จากป่าตามมาอีกมากมาย เกิดการพึ่งพากันและกัน นั่นจึงเป็นที่มาของ ‘โครงการนำร่องส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งแก่ชุมชนเพื่อดูแลรักษ์ป่าน่าน’

25 ปีแห่งความสำเร็จปลูกป่าสร้างชีวิต

ผ่านไป 25 ปีจากวันแรกเริ่มที่ กฟผ. ระดมปลูกป่าทั่วประเทศกว่า 3.84 ไร่ ในโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 และแม้โครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ จะจบลงไปแล้ว ทว่างานของ กฟผ. ยังไม่จบ แต่กลับเดินหน้าปลูกป่าอย่างต่อเนื่องตลอดมา จนกลายเป็นความสำเร็จในปี 2560 ที่สามารถร่วมปลูกป่าได้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 49 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีเนื้อที่รวมกว่า 4.6 แสนไร่ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสายสำคัญของภาคเหนือและภาคกลาง ทาง กฟผ. ได้ปลูกป่าไว้กว่าแสนไร่

“ที่ต้องปลูกป่าที่จังหวัดน่านเป็นจำนวนมาก ก็เพราะน่านเป็นต้นน้ำที่ไหลลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ แล้วไหลต่อไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งร้อยละ 40 ของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามาจากป่าต้นน้ำน่าน ทำให้ กฟผ. ให้ความสำคัญกับป่าต้นน้ำน่าน เพราะจะไปหล่อเลี้ยงชีวิตทุกชีวิต ช่วยทั้งด้านการเกษตร ด้านคมนาคม ด้านอุปโภคบริโภค” นายมานะ โพธิ์ทอง หัวหน้ากองกิจการเพื่อสังคม กฟผ. กล่าวถึงความสำเร็จของการปลูกป่าจังหวัดน่านที่สืบเนื่องจากการเข้าร่วมโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ของ กฟผ. ซึ่งไม่เพียงตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ กฟผ. ยังสามารถสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนที่อยู่โดยรอบพื้นที่ป่าให้ตระหนักถึงการร่วมกันดูแลรักษาป่าให้คงอยู่ตลอดไป

ผู้ใหญ่วัฒน์ (นายอภิวัฒน์ งามนิธิปัญญากุล) ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห่างทางหลวง หมู่ 2 ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เป็นตัวแทนจากชาวน่านที่มีส่วนร่วมในการปลูกป่ากับ กฟผ. แล้วได้ผลลัพธ์ดี ๆ จากความเปลี่ยนแปลงของป่า กลายเป็นป่าสมบูรณ์และมีพื้นที่ป่ามากขึ้น “ขอย้อนไปตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา หมู่บ้านของผมปลูกป่ามาเกือบ 2 พันกว่าไร่ ปลูกร่วมกับ กฟผ. ชาวบ้านที่อยู่ไกล ๆ อย่างพื้นที่ต้นน้ำ ได้คืนพื้นที่ให้มาปลูกป่า ซึ่งชาวบ้านเองก็มีรายได้จากการปลูกป่าด้วย แต่ก่อนนั้นเขาทำกัน ทั้งไร่เลื่อนลอย และยังปลูกข้าวด้วย แต่ช่วงหลังค่อย ๆ ลดลง มีการคืนพื้นที่ให้ปลูกป่า และการที่มีป่า อย่างน้อยชาวไร่ชาวนาก็ได้น้ำมาทำไร่ทำนา เห็นผลลัพธ์ชัดเจนว่าถ้าเราอนุรักษ์ป่าที่เป็นต้นน้ำไว้ ก็จะมีน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตรตรงพื้นที่ด้านล่างลงไปอย่างสมบูรณ์” ผู้ใหญ่วัฒน์ กล่าว

กฟผ. ปลูกใจคนให้ร่วมกันรักษ์ป่าน่าน

“ชาวน่านมีพื้นที่ทำกินอยู่ร้อยละ 15 นอกนั้นเป็นเนินเขาทั้งหมด ฉะนั้นชาวบ้านจะทำมาหากินก็ต้องขึ้นเขา เราจะทำอย่างไรให้คนกับป่าอยู่ด้วยกันได้ และเป็นไปตามแนวทางของ กฟผ. คือ ปลูกที่ท้อง ปลูกที่ใจ ปลูกในป่า ทำอย่างไรให้ชาวบ้านที่ปลูกป่ากับเรา ดูแลป่าร่วมกับเรา มีรายได้จากการปลูกป่า นำโครงการชีววิถีมาอบรมให้ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบเขตป่า ให้สามารถพึ่งพาตนเอง ลดค่าใช้จ่าย เลี้ยงตัวเองได้ คือ การปลูกที่ท้อง ทำอย่างไรให้เกิดจิตสำนึกรักษ์ป่า หวงแหนพื้นที่ป่า คือ ปลูกที่ใจ และการปลูกในป่า ตรงตัวคือการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า แต่แค่นี้ยังไม่พอ กฟผ. มีความตั้งใจอยากยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ในครอบครัว จึงเป็นที่มาของโครงการเลี้ยงผึ้งฯ ที่ กฟผ. ร่วมโครงการกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” กกค-ย. เล่า

ส่วนเสียงจากชาวบ้านที่ดูเหมือนว่าจะได้การตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้ใหญ่วัฒน์คนเดิมตัวจริงเสียงจริง “ผมคิดว่าเป็นโครงการที่ดีนะ สามารถเป็นอาชีพเสริมได้ เลยมีความสนใจมาก พอรู้ว่า กฟผ. เปิดอบรมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งแก่ชุมชนเพื่อดูแลรักษาป่า ก็รับคำเข้าร่วมอบรมตั้งแต่ครั้งแรกเลย ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ ในเมื่อเราปลูกป่า มีต้นทุนอยู่แล้ว เราอยู่กับป่า ธรรมชาติเรามีอยู่แล้ว ก็แค่เอาเรื่องเลี้ยงผึ้งไปเสริมต่อยอดกับการปลูกป่า ถือว่านี่เป็นงานใหม่ ถ้าทำสำเร็จก็จะสามารถสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว และผมก็ต่อยอดสอนให้ลูกบ้านได้เรียนรู้กันต่อไป”

คน ผึ้ง ป่า การพึ่งพากันและกันที่ยั่งยืน

ถึงตรงนี้ชาวเมืองทั้งหลายอาจมีข้อสงสัย ‘เลี้ยงผึ้ง…เกี่ยวอะไรกับรักษ์ป่า’ แต่ชาวบ้านรู้ว่า การเลี้ยงผึ้งจะทำให้ป่าของพวกเขายังคงอยู่ โดย นายมานะ โพธิ์ทอง ได้เล่าว่า

“เมื่อชาวบ้านรอบ ๆ ป่าเลี้ยงผึ้ง ก็จะต้องช่วยกันดูแลรักษาป่า เพราะป่าเป็นแหล่งอาหารของผึ้ง ที่เป็นแหล่งรายได้ของชาวบ้าน ดังนั้นชาวบ้านก็จะไม่เผาป่าทำไร่เลื่อนลอย นี่คือผลที่ว่า…ทำไมป่าจึงเชื่อมโยงกับผึ้ง อีกประการหนึ่งคือ ‘สารเคมี’ ผึ้งจะไวกับพวกสารเคมีมาก ถ้ามีสารเคมีจะอยู่ไม่ได้ ก็จะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย เป็นการส่งเสริมให้ทุกคนลดการใช้สารเคมีในการปลูกพืชเพราะต้องเลี้ยงผึ้งนั่นเอง”

ส่งเสริมเลี้ยงผึ้งแก่ชุมชนเพื่อดูแลรักษ์ป่าน่าน

โครงการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งแก่ชุมชนเพื่อดูแลรักษาป่า เป็นโครงการร่วมกันระหว่าง กฟผ. และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งมีหน้าที่ในการพิทักษ์และดูแลผืนป่าในพื้นที่จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน ฯลฯ ซึ่งมีความร่วมมือระหว่างกันด้วยดีมาตลอด ในการเดินหน้าโครงการเพื่อดูแลผืนป่า และนำมาสู่โครงการล่าสุด ‘การจัดอบรมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งแก่ชุมชนเพื่อดูแลรักษาป่า’ เพื่อสร้างองค์ความรู้การเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพเสริมแก่ชาวบ้าน ที่ได้จัดครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 ณ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน โดยมีชาวบ้านให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

สำหรับครั้งที่สองจัดขึ้น เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การเรียนรู้ชีววิถี บ้านดงป่าสัก ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ยังคงได้รับความสนใจจากชาวบ้านเข้าร่วมกว่า 40 คน ซึ่งผู้ใหญ่วัฒน์เป็นอีกหนึ่งชาวบ้านที่สนใจการเลี้ยงผึ้งและเข้าร่วมอบรมนี้ทั้งสองครั้ง “จริง ๆ อบรมครั้งเดียวก็ทำได้แล้วครับ แต่ผมมาครั้งที่สองเพราะอยากเจอวิทยากร มีปัญหาหลายข้อจะปรึกษาเขาจากที่เราไปลองเลี้ยงผึ้งหลังจากอบรมครั้งแรกครับ” ผู้ใหญ่วัฒน์เล่าให้ฟังถึงโครงการที่จะสามารถสานฝันให้ครอบครัวและลูกบ้านของเขาอยู่ดีกินดีมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ “หลังอบรมครั้งแรก ผมกลับไปลองเลี้ยงดู โดยทาง กฟผ. กับกรมอุทยานฯ ให้ทั้งรังผึ้ง ให้ทั้งอุปกรณ์ประกอบรังผึ้ง สอนวิธีเลี้ยงผึ้ง ฯลฯ ไม่กี่เดือนผมก็ได้ผลผลิตน้ำผึ้งแล้วครับ” ผู้ใหญ่วัฒน์กล่าวด้วยรอยยิ้มและประกายตาของความสุข

ไม่เพียงรอยยิ้มและความสุขของผู้ใหญ่วัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านของบ้านห่างทางหลวง หมู่ 2 ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายรอยยิ้มของชาวบ้านหลายสิบชีวิตที่ผ่านการอบรมในโครงการนำร่องส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งแก่ชุมชนเพื่อดูแลป่า ทั้ง 2 ครั้ง และไม่เพียงแค่พวกเขากลุ่มนี้ แต่ กฟผ. เชื่อว่าองค์ความรู้การเลี้ยงผึ้งจะถูกส่งต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง จากครอบครัวหนึ่งสู่อีกครอบครัว จากรุ่นสู่รุ่น นั่นเพราะผลลัพธ์จากการเลี้ยงผึ้งคือการสร้างรายได้ เป็นอาชีพเสริมให้เหล่าชาวบ้าน ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ทุกคนอยู่ดีกินดีขึ้น และนี่คือภารกิจสำคัญที่สุดของ กฟผ. นั่นคือ ‘การร่วมสร้างความสุขให้ประชาชน’ นั่นเอง